-
สาระน่ารู้
หน้าแรก
สาระน่ารู้
พบข้อมูลจำนวน 128 รายการ แสดงผลอยู่ที่ 1/11 หน้า
จัดซื้อจัดจ้าง
-
สัญญาจ้างทำของ เลขที่ กพ. 285/2569 ลงวันที่ 7 กันยายน 2569 จ้างเหมาซ่อมแซมทางเดินสำรวจธรรมชาติ อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง
-
(ร่าง) ประกาศองค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง เรื่อง ประกวดราคาซื้อ จัดซื้อเครื่องปรับอากาศระบบ VRV/VRF พร้อมติดตั้ง จำนวน ๕ ชุด ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding)
-
ประกาศ เผยแพร่แผนการจัดซื้อจัดจ้าง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๗๐ เรื่อง จ้างเหมาเจ้าหน้าที่รักษาความสะอาดบริเวณโดยรอบท่าเรือเพ จำนวน ๑๑ เดือน (e-Bidding)
-
ประกาศเผยแพร่แผนการจัดซื้อจัดจ้าง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เรื่อง จ้างเหมาเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยบริเวณโดยรอบท่าเรือเพ อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง จำนวน 5 คน
-
ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา จ้างเหมาจัดทำห้องศูนย์ข้อมูลน้ำจังหวัดระยอง (ชั้น ๑) โดยวิธีเฉพาะเจาะจง
ค้นหาข้อมูลในเว็บไซต์
ปฎิทินกิจกรรม
ท่านคิดว่า อบจ.ระยอง ควรเน้นหนักแก้ไขปัญหาในเรื่องใดเป็นอันดับแรก
- ปรับปรุงระบบสาธารณูปโภค โหวต
- แก้ไขปัญหายาเสพติด โหวต
- แก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม โหวต
- แก้ไขปัญหาน้ำท่วม โหวต
- ราคาผลผลิตภาคการเกษตร โหวต
สถิติผู้เข้าชมเว็บไซต์
- กำลังใช้งาน 129 คน
- ผู้เข้าชมวันนี้ 684 คน
- ผู้เข้าชมทั้งหมด 20,851,477 คน
แปลภาษา

ประโยชน์ของ อะโวคาโด ผลไม้ลดไขมันได้
อะโวคาโด กินทุกวันดีไหม ถ้าพูดถึง อะโวคาโด Avocado หลายๆ คนคงรู้ว่าเป็นหนึ่งในผลไม้ไม่กี่ชนิดที่มีไขมันสูง แต่บอกเลยว่าไขมันที่ว่า คือ ไขมันดี จ้าา ซึ่งอะโวคาโด ก็คือพืชพื้นเมืองของประเทศเม็กซิโก เป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายหลายข้อเลย มีทั้งไขมันดี และมีไฟเบอร์สูง วันนี้เราเลยขอรวบรวม ประโยชน์ สรรพคุณของอะโวคาโด ใครอยากรู้ว่ากินอะโวคาโดทุกวันดีไหม แล้วกินตอนไหนดีที่สุด หรือมีข้อควรระวังอะไรในการกินอะโวคาโดบ้าง ตามเรามาดูกันเลย ประโยชน์ของ อะโวคาโด ผลไม้ลดไขมันได้ คุณค่าทางโภชนาการ ของ อะโวคาโด อะโวคาโด น้ำหนัก 100 กรัม (ประมาณครึ่งผล) ให้พลังงาน 160 กิโลแคลอรี่ ไขมัน 14.66 กรัม กรดไขมัน 2 กรัม โปรตีน 2 กรัม คาร์โบไฮเดรต 8.5 กรัม (ไฟเบอร์หรือใยอาหาร 6.7 กรัม) วิตามินซี 10 มิลลิกรัม โพแทสเซียม 485 มิลลิกรัม วิตามินและแร่ธาตุ อื่นๆ 20 ประโยชน์ และ สรรพคุณของอะโวคาโด อะโวคาโดเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยกรดไขมันชนิดดี (HDL) และยังช่วยลดระดับไขมันเลว (LDL) ช่วยควบคุมและลดระดับคอเลสเตอรอล ลดไตรกลีเซอไรด์ ลดไขมันในเส้นเลือด ช่วยบำรุงหัวใจ ลดความเสี่ยงของโรคเส้นเลือกหัวใจตีบ ช่วยลดความดันโลหิต เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาความดันโลหิตสูง ช่วยลดอาการอักเสบในร่างกาย ช่วยบำรุงผิว ชะลอริ้วรอยแห่งวัย เพราะมีวิตามินอี อุดมด้วยวิตามินซี ที่ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรง มีวิตามินเอ ช่วยบำรุงและรักษาสายตา ชะลอความเสื่อมของดวงตา ช่วยลดความอ้วน ลดน้ำหนัก ช่วยลดไขมันเลวในหลอดเลือด มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดโอกาสการเกิดโรคมะเร็ง มีวิตามินบี ช่วยลดความถี่ของการเกิดอาหารเหน็บชา ป้องกันการเกิดโรคปากนกกระจอก มีกากใยสูง (ไฟเบอร์สูง) ช่วยเรื่องระบบขับถ่าย ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุ ซึ่งช่วยปกป้องเซลล์ต่างๆ ภายในร่างกาย มีวิตามินเค ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กระดูกและฟัน มีโปรตีนสูง ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้แก่ร่างกาย อุดมไปด้วย DHA ช่วยเสริมสร้างการทำงานของสมองในเด็ก เพิ่มความจำ ส่งเสริมพัฒนาการของเด็ก มีโฟเลทช่วยเสริมความแข็งแรงของเซลล์เม็ดเลือดแดง ช่วยป้องกันการเกิดโรคหวัดได้ ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคซึมเศร้า สายพันธุ์ ของ อะโวคาโดอะโวคาโดพันธุ์ไหนอร่อย อะโวคาโด พันธุ์แฮสส์ (Hass) ปลูกได้เป็นบางพื้นที่ เป็นอะโวคาโดที่รสชาติดีที่สุด รสชาติมันนัว ไม่ขม หอมอร่อย เนื้อเนียนเหนียว ไม่มีเสี้ยน อะโวคาโด พันธุ์บัคคาเนียร์ (Buccanear) เป็นอะโวคาโดพันธุ์ที่ลูกโต ลูกดก เมื่อสุกเปลือกจะมีสีเขียว รสชาติคล้ายพันธุ์แฮสต์ เนื้อเนียน อร่อย อะโวคาโด พันธุ์บูท 7 (Booth 7) ผลจะค่อนข้างกลม ลูกไม่ใหญ่มาก ปลูกได้ง่ายในประเทศไทย เมื่อสุกจัดเปลือกจะเปลี่ยนเป็นสีม่วงหรือดำ รสชาติอร่อย เนื้อเหนียว ราคาไม่แพงมาก อะโวคาโด พันธุ์บูท 8 (Booth 8) ผลจะค่อนข้างกลม และเล็ก เปลือกขรุขระเล็กน้อย เนื้อเนียน คล้ายพันธุ์บัคคาเนียร์ แต่ลูกเล็กกว่า รสชาติกลางๆ อะโวคาโด พันธุ์ปีเตอร์สัน (Peterson) ผลจะค่อนข้างกลม ผิวเรียบ เนื้อสีเหลืองอมเขียว รสชาติติดหวานอ่อนๆ อะโวคาโด พันธุ์พิงค์เคอร์ตัน (Pinkerton) เป็นอะโวคาโดพันธุ์ที่ผลค่อนข้างเรียวเป็นรูปไข่ เปลือกผิวขรุขระ เมื่อสุกจะยังเป็นสีเขียว ลูกใหญ่ ปลูกง่าย เน้อเนียน เหนียวหนึบ อะโวคาโด พันธุ์ A.034 เป็นอะโวคาโดที่มีผลเรียวยาว ต่างจากพันธุ์อื่นๆ เมื่อสุกแล้วเปลือกจะยังเป็นสีเขียว เป็นอะโวคาโดที่เกินจากการผสมมาจากพันธุ์แฮสกับพันธุ์ RUSSELL เมื่อสุกจัด เนื้อจะเหนียว เนียน หวานอร่อย แต่ถ้ายังไม่สุกจัด เนื้อจะมีรสขมปน อะโวคาโด ควรกินวันละกี่ลูก ข้อควรระวังในการทานอะโวคาโด ถึงแม้อะโวคาโดจะเป็นผลไม้ที่มีไขมันดีอยูสูง แต่ถึงยังไงก็ถือว่าเป็นไขมันอยู่ดี ดังในนั้นผู้ที่มีปัญหาเรื่องโรคไขมันในเส้นเลือดสูง โรงความกันสูง รวมไปถึงโรคหัวใจ และในผู้ที่ต้องทานยาละลายลิ่มเลือดเป็นประจำ ควรเพิ่มความระมัดระวังในกานทานอะโวคาโด เพราะในอะโวคาโดมีวิตามินเค ซึ่งช่วยทำให้เลือดแข็งตัวได้เร็วขึ้น จึงควรทานอะโวคาโดไม่เกินวันละครึ่งลูกเท่านั้น ไม่ควรรับประทานอะโวคาโดในปริมาณที่เยอะเกินไป
จัดอันดับ 5 โรคร้ายจากพฤติกรรมการกิน มีอะไรบ้าง?
จัดอันดับ 5 โรคร้ายจากพฤติกรรมการกิน มีอะไรบ้าง? “ปาก” อวัยวะแรกที่รับอาหารเข้าสู่ร่างกาย แม้จะผ่านกระบวนการความคิดที่สมอง และความต้องการของร่างกายเป็นตัวบ่งชี้ว่า ตัวเองกำลังอยากกินอะไร แต่บางทีก็ลืมคิดถึงสิ่งสำคัญไปว่า อาหารทำลายสุขภาพอาจส่งผลกระทบที่ยากจะดูแลได้ในภายภาคหน้า ลองมาดูกันดีกว่าว่าการตามใจปากแบบนี้ จะทำให้คุณเสี่ยงเป็นโรคร้ายอะไรได้บ้าง?1. โรคเบาหวานโรคเบาหวาน ความเสี่ยงอันดับต้น ๆ ที่พบได้บ่อยในคนไทย นับเป็นหนึ่งในโรคร้ายจากพฤติกรรมการกินแบบตามใจปากมากที่สุด เพราะโรคนี้มักจะเกิดกับคนที่ชอบกินอาหารรสจัด หวานจัด เค็มจัด รวมถึงอาหารแปรรูป ไขมันสูง นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มอีกด้วยว่า ในคนที่ดื่มแอลกอฮอล์หนัก รวมถึงพึ่งพาเครื่องดื่มชูกำลังเพื่อให้ตัวเองรู้สึกกระปรี้กระเปร่าบ่อย ๆ ก็มีโอกาสเสี่ยงสูงมากที่จะทำให้ร่างกายไม่สามารถผลิตอินซูลินหรือใช้อินซูลินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ระบบเผาผลาญพัง อาหารที่กินไปแล้วถูกย่อยเป็นกลูโคสก็จะถูกปล่อยเข้าสู่กระแสเลือด จนทำให้เกิด “ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง” จนนำไปสู่การเป็นเบาหวานได้นั่นเอง2. โรคหัวใจและหลอดเลือดนอกเหนือจากการปล่อยปากให้กินตามใจ เลือกแต่ของอร่อยที่ไม่ดีต่อสุขภาพ จำพวกของทอด ของมัน อาหารแปรรูป และเครื่องดื่มหวาน ๆ จะทำให้เป็นเบาหวานแล้ว เมนูเหล่านี้ยังเป็นอาหารเสี่ยงโรคร้ายที่ส่งผลต่อความดันโลหิต หลอดเลือด และหัวใจได้อีกด้วย โดยเฉพาะใครก็ตามที่ชอบกินอาหารที่มีรสจัด เกลือเยอะ น้ำตาลสูง ไขมันก็สูง แถมยังเป็นนักดื่มตัวยง บอกเลยว่าคุณกำลังเข้าข่ายเสี่ยงที่จะป่วยเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดได้โดยไม่รู้ตัวอย่างแน่นอน3. โรคมะเร็งแน่นอนว่า เมื่อพูดถึงโรคร้ายที่เกิดจากพฤติกรรมการกิน มะเร็งเองก็เป็นหนึ่งในมัจจุราชเงียบที่ตรวจพบในคนไทยได้บ่อยสุด ๆ ด้วยพฤติกรรมเลือกทานอาหารอย่างหมูกระทะ ปิ้งย่าง ซึ่งเป็นเมนูที่มีควันสูงจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ ส่งผลให้เกิดสารก่อมะเร็งที่คุณรับเข้าร่างกายโดยไม่รู้ตัวนอกเหนือจากนี้พฤติกรรมการกินแบบชาวออฟฟิศเองก็น่าเป็นห่วง เพราะหลาย ๆ คนอาจจะต้องแข่งกับเวลา จึงเลือกอาหารที่ทานได้อย่างรวดเร็ว ราคาประหยัด ในขณะเดียวกันก็เลือกอาหารทานเล่นที่ทำให้ไม่ง่วงนอนระหว่างวัน ซึ่งเมนูพวกนี้ก็มักจะเป็นอาหารแปรรูป อาหารเวฟ รวมไปถึงของหมักดอง ของทอดที่ใช้น้ำมันซ้ำ ๆ เข้าข่ายเป็นอาหารทำลายสุขภาพอย่างสมบูรณ์แบบเลยก็ว่าได้4. โรคความดันโลหิตมาต่อกันที่ลำดับรองสุดท้าย สำหรับโรคร้ายอย่างความดันโลหิต ที่หลายคนเป็นอยู่แต่ไม่รู้ตัว เพราะอาการอาจจะยังไม่แสดงออก หรือไม่ตรวจสุขภาพเลยทำให้รู้ไม่เท่าทัน ซึ่งถ้าใครอยากลดความเสี่ยงก็ขอแนะนำให้เลี่ยงอาหารทำลายสุขภาพ จำพวกที่มีรสชาติเค็มจัด เพราะคนเราไม่ควรบริโภคโซเดียมสูงกว่า 2,000 มิลลิกรัม หรือ 1 ช้อนชาต่อวัน รวมถึงการลด ละ เลิก อาหารฟาสต์ฟูดทุกชนิด พิซซ่า ไก่ทอด ก็ยิ่งช่วยให้หลอดเลือดแข็งแรง ปราศจากปัญหาไขมันอุดตันในเส้นเลือดอีกด้วย5. โรคอ้วนลงพุงปิดท้ายกันที่โรคอ้วนลงพุง โรคร้ายที่สัมพันธ์กับปาก เน้นความอร่อยและความอยากเป็นหลัก จนทำให้กินอาหารปริมาณมากจนเกินจากความต้องการพื้นฐานของร่างกาย ส่งผลให้เกิดไขมันสะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเมนูอาหารจำพวกของทอด ของมัน ขนมเบเกอรี และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง ซึ่งโรคอ้วนลงพุงนอกจากจะทำให้สูญเสียความมั่นใจแล้ว ยังมีโอกาสเสี่ยงเกิดโรคแทรกซ้อนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโรคหลอดเลือด โรคหัวใจ โรคเบาหวาน เป็นต้น กลุ่มอาหารเสี่ยงโรคร้าย มัจจุราชความอร่อยที่ต้องเลี่ยง!จากที่เห็นไปคร่าว ๆ ใน 5 อันดับกลุ่มโรคร้ายจากพฤติกรรมการกิน ซึ่งล้วนแต่เป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือโรค NCDs นั้น จะพบว่ามีอาหารอยู่ไม่กี่จำพวกแต่ครอบจักรวาลที่ทำให้ร่างกายทรุดโทรม และผจญกับนานาปัญหาสุขภาพ โดยในหัวข้อนี้เราจะมาสรุปกันแบบชัด ๆ ว่าลิสต์อาหารเสี่ยงโรคร้าย แท้จริงแล้วต้องเลี่ยงอะไรบ้าง?ลิสต์อาหารทำลายสุขภาพ รู้แล้วต้องเลี่ยงทันทีแป้ง ควรเลี่ยงแป้งขัดขาว บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เพราะจะแปรสภาพเป็นน้ำตาลและก่อให้เกิดไขมันสะสม ตัวการหลักที่นำไปสู่โรคอ้วน น้ำตาลและผลไม้รสหวาน ควรเลี่ยงขนมหวาน ๆ น้ำอัดลม หรือน้ำตาลปริมาณมาก รวมไปถึงผลไม้รสหวานจัด เช่น ทุเรียน ขนุน กล้วย ลำไย เพราะจะทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูง สาเหตุของการเป็นเบาหวาน รวมถึงโรคอ้วน โรคมะเร็ง และอื่น ๆ อีกมากมาย อาหารรสจัด ทั้งเค็มจัด หวานจัด เปรี้ยวจัด และเผ็ดจัด ทั้งหมดล้วนเป็นรสชาติอันตรายต่อร่างกาย เพราะจะทำให้ระบบภายในทำงานหนัก นำไปสู่การเกิดโรคไต โรคกรดไหลย้อน และโรค NCDs อีกมากมาย เนื้อสัตว์แปรรูป เช่น ไส้กรอก เนื้อรมควัน หรือแฮม ถูกจัดเป็นอาหารเสี่ยงโรคร้ายรวมสารก่อมะเร็งกลุ่มที่ 1 ซึ่งสัมพันธ์กับโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ควรเลี่ยงการบริโภคหรือเลิกทานจะดีที่สุด ของมัน ของทอด และของที่มีไขมันสูง คือเมนูที่ควรเลี่ยง เพราะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด อาทิ ไขมันอุดตันในเส้นเลือด ซึ่งนำไปสู่ภาวะเส้นเลือดในสมองแตก จนเป็นอัมพาตได้ นอกจากนี้ ยังทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูงและโรคอ้วนได้อีกด้วยแนะนำทริกปรับวิธีกิน สร้างสุขภาพให้แข็งแรงเลือกทานอาหารแบบ Plant-Based ซึ่งอยู่ในกลุ่มโปรตีนทางเลือก (Alternative Protein) ที่พัฒนารสชาติ กลิ่น และสีสัน ให้ใกล้เคียงผลิตภัณฑ์จากสัตว์ โดยใช้วัตถุดิบจากพืชที่ให้โปรตีนสูงอย่างถั่ว เห็ด สาหร่าย ข้าวโอ๊ต หรืออัลมอนด์ อุดมไปด้วยโปรตีน ไฟเบอร์ วิตามิน และสารอาหารสำคัญมากมาย ทั้งยังมีแคลอรีต่ำ ไขมันต่ำ โซเดียมต่ำ น้ำตาลต่ำ และคอเลสเตอรอลต่ำ ซึ่งดีต่อสุขภาพและลดความเสี่ยงในการเกิดโรคร้ายจากพฤติกรรมการกินได้เป็นอย่างดี เน้นอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ พร้อมช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย เพราะนอกจากจะลดความเสี่ยงจากโรคร้ายอย่างมะเร็งได้แล้ว ยังเป็นการช่วยฟื้นฟูให้มีสุขภาพที่แข็งแรงอีกด้วย ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการ โดยมีปริมาณที่เหมาะสมอยู่ที่ 2 ลิตร หรือเฉลี่ย 8 แก้วต่อวัน เพื่อให้น้ำช่วยขับของเสียออกจากร่างกาย ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.tokiomarine.com/th/th/life/about-us/media-centre/5-sickness-from-eating-behavior.html
เลือกอาหารทะเลสดใหม่ ใส่ใจคุณภาพ
เลือกอาหารทะเลสดใหม่ ใส่ใจคุณภาพ อาหารทะเลคงเป็นเมนูโปรดของใครหลายๆคน กุ้งเผา ปลาเผา ต้มยำกุ้ง ปลาทอด ปูผัดผงกระหรี่ หมึกนึ่งมะนาว หอยนางรมสดๆ แค่นึกถึง แค่พูดชื่อก็เปรี้ยวปาก น้ำลายสอกันแล้วใช่ไหมคะ ขณะที่บางครอบครัวชอบออกไปกินอาหารนอกบ้าน ร้านที่มีชื่อเสียง ได้รับความนิยม แต่บางครอบครัวก็ชอบที่จะหาซื้ออาหารทะเล กุ้ง หอย ปู ปลา มาปรุงประกอบอาหารทานในบ้าน บางครั้งก็จัดบาร์บีคิว เตาปิ้งเอาไว้ เป็นกิจกรรมสนุกๆ ผ่อนคลาย และได้กินของอร่อยกันในครอบครัว สำหรับใครที่ต้องออกไปหาซื้ออาหารทะเลที่ตลาดสดเอง บทความนี้มีเทคนิคการเลือกอาหารทะเลคุณภาพ สด ใหม่ ปลอดภัย มาฝากกันค่ะ ปลาและปลาทะเลน้ำลึก เป็นแหล่งของโปรตีน ให้พลังงานต่ำ เนื้อปลา 100 กรัม ให้พลังงานประมาณ 50 กิโลแคลอรี่ และยังเป็นแหล่งของกรดไขมันโอเมก้า 3 ดีต่อหัวใจยิ่งนัก ช่วยลดระดับไขมันคอเลสเตอรอลในเลือด และลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจได้ แนะนำให้รับประทาน 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ ควรเลือกซื้อปลาสดที่มีเนื้อแน่น ยืดหยุ่นได้ เมื่อกดแล้วเนื้อไม่บุ๋ม ตาสดในไม่ซูบลึก เหงือกแดงไม่มีเมือก เกล็ดใสเป็นเงาแน่นติดกับตัวไม่หลุดง่าย ไส้อยู่ในสภาพดีไม่ทะลักออกมาและมีกลิ่นสด ก่อนเก็บปลาควรทำความสะอาด ขอดเกล็ด ขอดเมือกให้เรียบร้อย ดึงเหงือก ควักไส้ออกให้หมด ล้างให้สะอาด หั่นแล้วห่อด้วยพลาสติกหรือใส่ภาชนะที่ป้องกันไอน้ำได้ เก็บไว้ในช่องแช่แข็งที่อุณหภูมิ 0 องศาเซลเซียสหรือต่ำกว่า เพื่อรักษาความสดของปลาจนกว่าจะนำมาปรุงอาหาร อาหารทะเลประเภทอื่นๆ เช่น กุ้ง หอย ปู ปลาหมึก ก็จะให้พลังงานต่ำเช่นกัน และเป็นแหล่งของโปรตีนและเกลือไอโอดีนที่ดี แต่จะต้องระวังคอเลสเตอรอลในอาหารเหล่านั้นด้วย อิ่มอร่อยได้ มีความสุขกับอาหารได้แต่อย่างมากจนเกินไป- กุ้ง ควรเลือกซื้อกุ้งสดหัวจะติดแน่นกับตัวไม่หลุดง่าย เนื้อแข็ง ดวงตาใสไม่ควรเก็บแช่ตู้เย็นเป็นเวลานาน กุ้งจะเน่าเสียง่ายมากควรรีบนำมาประกอบอาหารหลังจากซื้อทันที ปฏิกิริยาธรรมชาติของแบคทีเรียในเนื้อกุ้ง จะทำให้กุ้งมีสีเข้มขึ้น และอาจกลายเป็นสีดำได้ถึงแม้จะแช่ในน้ำแข็งก็ตาม หากไม่นำมาประกอบอาหารทันทีต้องเก็บถนอมโดยวิธีอื่น เช่น แช่น้ำเกลือ หรือทำเป็นกุ้งแห้ง กุ้งใหญ่มักจะต้มในน้ำเกลือก่อน แล้วจึงแกะเปลือกออก ส่วนเนื้อนำไปปรุงอาหารตามต้องการ- ปู ปูน้ำเค็ม ได้แก่ ปูแสม ปูม้า และปูทะเล ควรเลือกซื้อปูสดๆ มีลักษณะตาใส หนัก หน้าอกแข็งถ้ากดจะไม่ยุบง่าย ที่ขายกันตามท้องตลาดมีขายทั้งตัวและแกะเฉพาะเนื้อ ในการหุงต้มควรทำในขณะปูยังไม่ตาย- หอย ควรเลือกซื้อหอยที่หุบปากแน่นซึ่งเมื่อทิ้งไว้ปากจะอ้าออก ถ้าเอามือแตะปากจะหุบทันที แสดงว่ายังมีชีวิตอยู่ ตัวอยู่ในสภาพดี ไม่มีกลิ่นเหม็น ถ้าเป็นหอยที่แกะเอาเปลือกออกแล้วต้องมีสีสดใน น้ำที่แช่ไม่มีเมือกมากและไม่มีกลิ่นคาวการเลือกซื้ออาหารทะเลที่สดใหม่ และการเก็บรักษาอย่างถูกวิธี พอนำไปประกอบอาหารก็จะได้รสชาติอร่อย สารอาหารครบถ้วน และปลอดภัยต่อสุขภาพนะคะขอบคุณข้อมูลจาก มูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์
5 วิธีการรับมือกับอากาศร้อน
5 วิธีการรับมือกับอากาศร้อน การรับมือกับอากาศร้อนเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ร่างกายของเรามีสุขภาพแข็งแรง และป้องกันการเกิดโรคที่มากับอากาศร้อน ดังนั้นเราจึงควรรับมือด้วยวิธีต่อไปนี้ 1. ดื่มน้ำมาก ๆ : อากาศร้อนอาจทำให้ร่างกายอ่อนเพลียและสูญเสียน้ำได้ง่าย ดังนั้นควรดื่มน้ำเป็นประจำเพื่อรักษาความชื้นของร่างกาย และลดการเกิดอาการต่าง ๆ เช่น อ่อนเพลีย คลื่นไส้ 2. เน้นรับประทานอาหารที่ปรุงสุก เเละปรุงใหม่ : การปรุงอาหารอย่างถูกวิธีจะช่วยลดการสะสมของพิษในร่างกาย เพราะอาหารที่ไม่ได้รับการปรุงสุก หรือปรุงใหม่ อาจมีการปนเปื้อนของแบคทีเรีย และไวรัส ซึ่งอาจทำให้เกิดโรคติดเชื้อได้ง่ายขึ้น 3. รักษาอุณหภูมิร่างกาย : อากาศร้อนอาจทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย และมีเหงื่อออกมากขึ้น ควรรักษาอุณหภูมิร่างกายด้วยการอาบน้ำเย็น หรือใช้ผ้าเช็ดตัวชุบน้ำเย็นเช็ดหน้า และตามร่างกาย 4. ลดการออกกำลังกาย : ลดการออกกำลังกายหรือกิจกรรมที่ต้องใช้แรงมาก เพราะอากาศร้อนอาจทำให้ร่างกายระบายความร้อนไม่ทัน และออกซิเจนไม่เพียงพอ นอกจากนี้ยังอาจทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย แนะนำให้เลือกกิจกรรมเบา ๆ เช่น วิ่ง หรือโยคะยามเย็น 5. รักษาอุณหภูมิของร่างกาย : การรักษาอุณหภูมิของร่างกายในช่วงอากาศร้อนเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะเมื่ออากาศร้อนจัด ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อต้องรับมือกับอันตรายที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิร่างกายได้ เช่น หากอยู่ในที่ที่มีอากาศร้อนมากควรเลือกใส่เสื้อผ้าที่มีลักษณะบางเบา และปลอดโปร่ง ไม่รัดแน่นจนเกินไป เพื่อช่วยลดอุณหภูมิภายในร่างกายให้เกิดความสมดุลขอบคุณข้อมูลจาก โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ
ทำความรู้จักน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้กับรถยนต์
ปัจจุบันน้ำมันในไทยมีหลายประเภท ขึ้นอยู่กับสภาพการใช้รถและความต้องการของผู้ใช้ เราจึงต้องมาทำความรู้จักน้ำมันเชื้อเพลิง น้ำมันเชื้อเพลิง หมายถึง ของเหลวที่ได้จากการกลั่นน้ำมันดิบ หลังจากนั้นจึงนำมาปรับปรุงคุณภาพให้เหมาะสมต่อการใช้งาน เพื่อใช้เผาให้เป็นพลังงานในการขับเคลื่อนของเครื่องยนต์ เครื่องเทอร์ไบน์ หรือใช้งานในโรงงานอุตสาหกรรม เช่น ต้มน้ำในหม้อไอน้ำ (Boiler) ใช้ในเตาอบเครื่องปั้นดินเผา หรือในโรงงานเซรามิก และใช้ในการทำความร้อน ให้แสงสว่าง เป็นต้น โดยทั่วไปน้ำมันเชื้อเพลิงที่จำหน่ายในสถานีบริการ จะมีอยู่ 2 ประเภท คือ น้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้กับเครื่องยนต์น้ำมันเบนซิน น้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้กับเครื่องยนต์น้ำมันดีเซล น้ำมันเบนซิน (GASOLINE) น้ำมันเบนซินเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงส่วนที่เบาที่สุด ที่ได้จากการกลั่นน้ำมันดิบ ส่วนนี้เรียกว่า แนฟธา (Naphtha) แล้วจึงนำมาปรับปรุงคุณภาพ ที่สำคัญคือการเพิ่มค่าออกเทนน้ำมันเบนซินปัจจุบันมี 2 ประเภท คือ น้ำมันเบนซินรถยนต์ (Motor Gasoline) และน้ำมันเบนซินอากาศยาน (Aviation Gasoline) ซึ่งทั้งสองประเภทนี้มีข้อแตกต่างกันตรงที่น้ำมันอากาศยานจะมีค่าออกเทนสูง กว่าน้ำมันเบนซินรถยนต์มาก เบนซิน ออกเทน 95 สุดยอดน้ำมันแห่งยานยนต์ด้วยคุณสมบัติที่สามารถจะใช้ได้กับรถยนต์แทบทุกประเภท เนื่องจากไม่มีส่วนผสมของเอทิลแอลกอฮอล์ พร้อมมีค่าออกเทนสูง การเผาไหม้ของเครื่องยนต์สมบูรณ์ ทำให้ น้ำมันเบนซิน ออกเทน 95 เป็นน้ำมันที่ตอบสนองการขับได้ดีที่สุด ทว่าก็ต้องแลกมากับค่าตัวที่สูงกว่าน้ำมันชนิดอื่น นั่นเอง เบนซิน ออกเทน 91 มีความคล้ายคลึงกับเบนซิน ออกเทน 95 ทว่าเป็นเวอร์ชั่นที่ถูกลดคุณภาพลงมาเล็กน้อย แต่ยังคงไม่มีส่วนผสมของเอทิลแอลกอฮอล์ใด ๆ แม้จะมีค่าออกเทนน้อยกว่าจนส่งผลทำให้การตอบสนองการขับขี่ไม่ดีเท่าออกเทน 95 แต่เมื่อใช้จริงก็แทบจะไม่ต่างกันเท่าใดนัก ยกเว้นตั้งใจตรวจสอบและดูอย่างละเอียดจริงๆ น้ำมันชนิด เบนซิน ออกเทน 91 สามารถเติมได้กับ รถยนต์ทุกประเภทที่ไม่ได้ระบุว่า เติมน้ำมันชนิด เบนซิน ออกเทน 95 เท่านั้น การเพิ่มค่าออกเทนของน้ำมัน โดยทั่วไปมีอยู่ 2 วิธี 1. เติมสารตะกั่ว ซึ่งเป็นสารประกอบที่ควบคุมปฏิกิริยาการเผาไหม้ของน้ำมนเบนซิน เป็นวิธีการที่ประหยัดและสารประกอบ ของตะกั่วที่นิยมใช้กันมากที่สุด คือ TEL หรือ TML (Tetraethyl lead หรือ Tetramethyl Lead) 2. ไม่เติมสารตะกั่ว 2.1 ปรับปรุงขบวนการกลั่น เช่น ขบวนการไอโซเมอไรเซชั่น (Isomerrization) โดยการเปลี่ยนโครงสร้างโมเลกุลของแนฟธา (Naphtha) ให้มีโครงสร้างโมเลกุลเป็นแบบโซ่กิ่ง (Iso - chain หรือ Branch chain) มากขึ้น 2.2 การเติมสารที่มีค่าออกเทนสูง เรียกว่า ออกเทนบูสเตอร์ (Octane Booster) ตัวอย่างเช่น - เมทธิลแอลกอฮอล์ ค่าออกเทน (RON) 106 - เอทธิลแอลกอฮอล์ ค่าออกเทน (RON) 106 - เทอร์เทียรีเอมิลเมทธิลอีเธอร์ ค่าออกเทน (RON) 108 - โทลูอีน ค่าออกเทน (RON) 114 - เมทธิลเทอร์เทียรีบิวธิลอีเธอร์ ค่าออกเทน (RON) 117 - เอทธิลเทอร์เทียรีบิวธิลอีเธอร์ ค่าออกเทน (RON) 118 - สารที่นิยมใช้ในขณะนี้ได้แก่ เมทธิลเทอร์เทียรีบิวธิลอีเธอร์ สำหรับน้ำมันเบนซินที่ขายอยู่ในปัจจุบัน แบ่งออกเป็น 3 ชนิด คือ น้ำมันเบนซิน น้ำมันแก๊สโซฮอล์ และน้ำมันดีเซล โดยสามารถจำแนกน้ำมันที่ขายตามท้องตลาดได้ ประมาณ 7 ประเภท ประกอบด้วย น้ำมันเบนซินธรรมดา (regular) หรือน้ำมันเบนซินที่มีค่าออกเทน 91 ประกอบด้วยส่วนผสมจากน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่ว และค่าออกเทน 91 น้ำมันเบนซินพิเศษ (premium) หรือน้ำมันเบนซินที่มีค่าออกเทน 95 ประกอบด้วยส่วนผสมจากน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่ว และค่าออกเทน 95 ปัจจุบันน้ำมันประเภทนี้ยกเลิกการจำหน่ายไปแล้วหลายแห่ง น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 มีคุณสมบัติตามมาตรฐานที่กำหนด และสามารถใช้ทดแทนน้ำมันเบนซิน 91 ธรรมดา ได้ โดยมีส่วนผสมระหว่างเอทานอลหรือเอทิล แอลกอฮอล์ มีความบริสุทธิ์ 99.5% ผสมกับน้ำมันเบนซิน 91 ในอัตรา ส่วน น้ำมัน 9 ส่วน เอทานอล 1 ส่วนผลดีต่อเครื่องยนต์ ไม่มีผลกระทบต่อสมรรถนะเครื่องยนต์ และอัตราการเร่ง ไม่แตกต่างจากน้ำมันเบนซิน 91 สามารถเติมผสมกับน้ำมันเบนซินที่อยู่ในถังได้เลย และไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการปรับแต่งเครื่องยนต์ น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 มีคุณสมบัติตามมาตรฐานที่กำหนด และสามารถใช้ทดแทนน้ำมันเบนซิน 95 ธรรมดาได้มีส่วนผสมระหว่างเอทานอลหรือเอทิลแอลกอฮอล์มีความบริสุทธิ์ 99.5% ผสมกับน้ำมันเบนซิน 95 ในอัตรา ส่วน น้ำมัน 9 ส่วน เอทานอล 1 ส่วนน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 แตกต่างจากน้ำมันเบนซิน 95 โดยน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ผลิตจากน้ำมันเบนซินออกเทน 91 ผสมกับเอทานอลซึ่งเป็นตัวเพิ่มค่าออกเทน ทำให้ได้แก๊สโซฮอล์ที่มีออกเทนเท่ากับน้ำมันเบนซิน 95 ที่ใช้สาร MTBE (Methyl Tertiary Butyl Ether) เป็นสารเพิ่มค่าออกเทนแต่สาร MTBE มีข้อเสียคือ ทำให้เกิดการปนเปื้อนกับน้ำใต้ดินและน้ำดื่ม น้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี 85 คือ นํ้ามันที่มีส่วนผสมน้ำมันเชื้อเพลิงที่ได้จากการนำน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่วผสมกับเอทานอล หรือเอทิลแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นแอลกอ ฮอล์บริสุทธิ์ 99.5% ในอัตราส่วน เบนซิน 15% ต่อเอทานอล 85% ได้เป็นน้ำมัน น้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี 20 นํ้ามันที่มีส่วนผสมน้ำมันเชื้อเพลิงที่ได้จากการนำน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่วผสมกับเอทานอล หรือเอทิลแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ 99.5% ในอัตราส่วน เบนซิน 80% ต่อเอทานอล 20% ไบโอดีเซล คือ น้ำมันพืชหรือน้ำมันสัตว์ รวมทั้งน้ำมันใช้แล้วจากการปรุงอาหารนำมาทำปฏิกิริยาทางเคมีกับแอลกอฮอล์ เรียกอีกอย่างว่าสารเอสเตอร์ มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับน้ำมันดีเซลมาก ก๊าซ LPG หรือ ก๊าซหุงต้ม เป็นก๊าซที่ได้จากกระบวนการแยกก๊าซธรรมชาติและขบวนการกลั่นน้ำมันเป็น สารประกอบพวกไฮโดรคาร์บอน ประกอบด้วยก๊าซโปรเปน ( Propane ) และบิวเทน ( Butane ) เป็นส่วนประกอบหลัก มีคุณสมบัติหนักกว่าอากาศประมาณ 1.5 – 2 เท่า ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่เป็นพิษ จึงต้องเติมกลิ่นเหม็น ( Ethyl Mercaptan ) ลงไปเพื่อให้รู้ว่าก๊าซรั่ว ซึ่งอาจทำให้ติดไฟได้และขยายตัวเมื่ออุณหภูมิสูง ( จากสถานะของเหลวกลายเป็นไอ ขยายตัวประมาณ 250 เท่า ) จะมีสถานะเป็นไอที่อุณหภูมิปกติและความดันบรรยากาศ มีออกเทน 105 – 110 ก๊าซ LPG 1 ลิตร หนักประมาณ 0.5 กิโลกรัม LPG เมื่อเผาไหม้จะมีมลภาวะต่ำกว่าน้ำมัน ( สะอาดกว่าน้ำมัน ) ก๊าซ NGV (Natural Gas for Vehicle: NGV) มีภาษาเชิงวิชาการว่า ก๊าซซีเอ็นจี (Compressed Natural Gas: CNG) คือ ก๊าซธรรมชาติที่มี “มีเทน” เป็นส่วนประกอบหลักและถูกอัดจนมีความดันสูง ซึ่งในบางประเทศเรียกว่า “ก๊าซธรรมชาติอัด” (ซีเอ็นจี) ซึ่งถูกอัดที่แรงดัน 200 bar หรือ 3,000 psi และถูกกักเก็บไว้ในถังบรรจุก๊าซธรรมชาติอัดที่ถูกผลิตขึ้นมาเป็นพิเศษให้สามารถรองรับแรงดันได้ โดยมีสภาพเป็นก๊าซหรือไอที่อุณหภูมิและความดันบรรยากาศ โดยมีค่าความถ่วงจำเพาะต่ำกว่าอากาศ จึงเบากว่าอากาศ เมื่อเกิดการรั่วไหลจะฟุ้งกระจายไปตามบรรยากาศอย่างรวดเร็ว จึงไม่มีการสะสมลุกไหม้บนพื้นราบ น้ำมันดีเซล (DIESEL) น้ำมันดีเซล (DIESEL) น้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล ซึ่งมี 2 ชนิด คือ น้ำมันดีเซล และน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว แต่ในสถานีบริการทั่วไป จะจำหน่ายเฉพาะน้ำมันดีเซลหมุนเร็วเท่านั้น นอกจากนี้แล้ว หากคุณจะไม่ได้ใช้รถยนต์ของคุณมากกว่าหนึ่งเดือน เช่น ไปเที่ยวต่างประเทศ ไปทำงานต่างจังหวัด หรือเดือนนี้มีการเปลี่ยนไปใช้รถไฟฟ้าแทน คุณก็ไม่ควรจะเติมน้ำมันชนิดแก๊สโซฮอล์เด็ดขาด เพราะจะทำให้น้ำมันระเหย และเสียคาในเครื่องยนต์ของคุณได้ สุดท้ายแล้วก็อย่าลืมดูคู่มือรถยนต์ให้ดี ๆ ก่อนจะเติมขอบคุณข้อมูลจาก คลังความรู้ SciMath
ไขมันสูงต้องลอง! ผักพื้นบ้าน 7 ชนิด ตัวช่วยพิชิตคอเรสเตอรอล
ไขมันสูงต้องลอง! ผักพื้นบ้าน 7 ชนิด ตัวช่วยพิชิตคอเรสเตอรอล การลดไขมันในเลือดเป็นสิ่งสำคัญต่อสุขภาพโดยรวม โดยเฉพาะการป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด นอกจากยาและอาหารเสริมแล้ว ผักพื้นบ้านของไทยหลายชนิดก็มีคุณสมบัติช่วยลดไขมันได้อย่างน่าสนใจ และยังหาได้ง่ายอีกด้วย 5 ชนิดของผักพื้นบ้านไทยที่ได้รับการยอมรับว่ามีส่วนช่วยลดไขมันได้จริง 1. มะระขี้นก มีสารสำคัญชื่อ ชาแรนทิน (Charantin) และ โพลีเพปไทด์-พี (Polypeptide-P) ซึ่งทำหน้าที่คล้ายอินซูลินธรรมชาติ ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด และยังช่วยลดระดับไขมัน LDL (ไขมันเลว) และไตรกลีเซอไรด์ โดยมะระขี้นกสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายอย่าง เช่น ผัดมะระใส่ไข่ ต้มจืด หรือนำมาคั้นเป็นน้ำมะระขี้นก ซึ่งอาจจะเติมน้ำผึ้งหรือน้ำมะนาวเพื่อลดความขม 2. กระเจี๊ยบเขียว เป็นผักที่มีใยอาหารชนิดละลายน้ำ (Soluble Fiber) สูงมาก ใยอาหารนี้จะทำหน้าที่คล้ายเจลที่ดักจับไขมันและน้ำตาลในลำไส้ ก่อนที่ร่างกายจะดูดซึม ทำให้ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดได้ ซึ่งการรับประทานกระเจี๊ยบเขียว นิยมนำไปลวกจิ้มน้ำพริก, ใส่ในแกงส้ม, หรือนำไปย่าง 3. ผักเชียงดา เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะ “ราชินีแห่งผักพื้นบ้าน” ในภาคเหนือ มีสารสำคัญที่เรียกว่า กรดไกมีนิก (Gymnemic acid) ซึ่งนอกจากจะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดแล้ว ยังมีงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่าสามารถช่วยลดระดับไขมันในเลือดได้อีกด้วย วิธีรับประทาน สามารถนำยอดอ่อนมาลวกจิ้มน้ำพริกได้เลย 4. ใบบัวบก มีสาร ไตรเทอร์พีนอยด์ (Triterpenoid) และสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิดที่ช่วยเสริมความแข็งแรงของหลอดเลือด ลดการสะสมของไขมันในผนังหลอดเลือด และช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลได้ จะนำมาคั้นเป็นน้ำใบบัวบก หรือทานสด ๆ เป็นเครื่องเคียงคู่กับอาหารต่าง ๆ ก็ได้เช่นกัน 5. เห็ด เห็ดหลายชนิด เช่น เห็ดนางฟ้า เห็ดหอม หรือเห็ดออรินจิ มีสาร เบต้ากลูแคน (Beta-glucans) ซึ่งเป็นใยอาหารชนิดหนึ่งที่ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเห็ดสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู เช่น ต้มยำ, ผัด, หรือแกง 6. กระเทียม มีสารสำคัญอย่าง อัลลิซิน (Allicin) ซึ่งเป็นสารประกอบซัลเฟอร์ที่มีคุณสมบัติช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลรวม (Total Cholesterol) และไขมัน LDL (ไขมันเลว) ในเลือด งานวิจัยหลายชิ้นชี้ว่าการบริโภคกระเทียมอย่างต่อเนื่องสามารถช่วยลดระดับไขมันได้ ทั้งนี้ หากต้องการให้กระเทียมช่วยลดไขมันได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ แนะนำให้บริโภคกระเทียมสด 1-2 หัวต่อวัน ติดต่อกันเป็นระยะเวลา 1 เดือน การกินกระเทียมสดจะช่วยให้ร่างกายได้รับสารสำคัญอย่างครบถ้วนและออกฤทธิ์ได้ดีที่สุด 7. หอมหัวใหญ่ มีสาร เควอซิทิน (Quercetin) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ทรงพลัง ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลรวมและไขมัน LDL นอกจากนี้ยังมีสารประกอบซัลเฟอร์ที่ช่วยยับยั้งการสะสมของไขมันในหลอดเลือดได้ การเพิ่มผักเหล่านี้ในมื้ออาหารเป็นประจำจะช่วยเสริมการทำงานของร่างกายในการควบคุมระดับไขมันได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม ควรปรึกษาแพทย์ หากคุณมีภาวะไขมันในเลือดสูงและต้องรับประทานยาอย่างต่อเนื่องขอบคุณข้อมูลจาก MGR Online Thailand Web Stat
โรคประจำตัวกับการดูแลสุขภาพช่องปาก
โรคประจำตัวกับการดูแลสุขภาพช่องปาก การดูแลสุขภาพช่องปากสำหรับผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อนและแต่ละโรคมีข้อห้ามและข้อปฏิบัติที่แตกต่างกัน เพราะในหลายๆ โรคก็มีผลต่อเลือด หรือบางโรคก็มีผลต่อการอักเสบของเหงือก ซึ่งหากผู้ที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้วเกิดการติดเชื้อที่มีสาเหตุมาจากเหงือกและฟันผุ ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อระบบอื่นของร่างกายได้ง่าย ความรุนแรงของโรคก็จะเพิ่มขึ้นจนเกินกว่าจะควบคุม ดังนั้นผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวจำเป็นต้องดูแลสุขภาพช่องปากเป็นอย่างดีกลุ่มโรคที่ควรดูแลเรื่องสุขภาพช่องปากอย่างเคร่งครัด โรคหัวใจทุกชนิด เพราะหากเกิดปัญหาฟันผุหรือเหงือกอักเสบ เชื้อโรคที่อยู่ในช่องปากอาจติดเข้าสู่กระแสเลือดและส่งผลต่อภาวะเยื่อหุ้มบุหัวใจอักเสบได้ ผู้ป่วยที่ได้รับรังสีบริเวณใบหน้าและลำคอ ซึ่งการฉายรังสีจะทำให้มีการหลุดลอกของเนื้อเยื่อบุผิวในปาก ต่อมน้ำลายผลิตน้ำลายได้น้อย ทำให้เกิดฟันผุและเหงือกอักเสบได้ง่าย โรคเบาหวาน ซึ่งคนที่เป็นโรคเบาหวานน้ำตาลในเลือดสูงทำให้มีโอกาสเป็นโรคเหงือกอักเสบได้ง่ายกว่าคนปกติ จึงควรดูแลสุขภาพช่องปากเป็นอย่างดี ผู้ป่วยที่เป็นโรคทางโลหิต อาทิ โรคมะเร็งเม็ดเลือก ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้ต้องได้รับยาเคมีบำบัดทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานต่ำทำให้มีโอกาสติดเชื้อได้ง่ายนอกจากนี้ยังรวมไปถึง ผู้ป่วยโรคไตวายระยะสุดท้าย, ผู้ที่รับการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะ, ผู้เป็นโรคภูมิคุ้มกัน อีกด้วย ซึ่งผู้ป่วยเหล่า จำเป็นต้องได้รับการดูแลสุขภาพช่องปากเป็นอย่างดีด้วยการแปรงฟันอย่างถูกต้องวันละ 2 ครั้ง เช้าและก่อนนอน ใช้ไหมขัดฟันอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง ควรตรวจสุขภาพฟันและเหงือกด้วยตัวเองเป็นประจำและควรพบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพช่องปากอย่างละเอียดทุก 6 เดือน โดยผู้ที่มีอาการเลือดออกง่าย หยุดยาก หรือเป็ฯผู้ป่วยที่ได้รับยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด รวมทั้งโรคประจำตัวทุกชนิด จำเป็นต้องแจ้งให้ทันตแพทย์ทราบก่อน เพื่อความปลอดภัยของตัวคนไข้เอง โดยในรายที่มีโรคประจำตัวที่มีความเสี่ยงสูง ทันตแพทย์จะพิจารณาให้ทำฟันในโรงพยาบาล เพราะหากเกิดเหตุฉุกเฉินเครื่องมือในโรงพยาบาลจะพร้อมมากกว่า ยิ่งมีโรคประจำตัวเรายิ่งควรดูแลสุขภาพทั้งช่องปากและร่างกายของเราเป็นอย่างดี เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเพิ่มความรุนแรงของโรค รวมทั้งเพิ่มโรคทางช่องปากให้ตัวเองไปด้วย ดังนั้นทางที่จะลดความเสี่ยงได้ง่ายที่สุดก็คือการดูแลสุขภาพช่องปากของเราเองด้วยการแปรงฟันเป็นประจำนั้นเองขอบคุณข้อมูล : fundeedee
พิษภัยบุหรี่ไฟฟ้าที่ไม่ควรมองข้าม
พิษภัยบุหรี่ไฟฟ้าที่ไม่ควรมองข้าม บุหรี่ไฟฟ้าหรือที่เรียกว่าบุหรี่ไฟฟ้ากลายเป็นที่นิยมมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยผู้ผลิตมักใช้เครื่องมือทางการตลาดในการจูงใจ อีกทั้งรูปลักษณ์ที่มีการปรับเปลี่ยนจนแยกแยะได้ยาก จริงๆแล้วบุหรี่ไฟฟ้านั้นมีข้อเสียและความเสี่ยงต่อสุขภาพในตัวมันเอง ในบทความนี้เราจะตีแผ่ให้เห็นข้อเสียของบุหรี่ไฟฟ้า การเสพติดนิโคติน : หนึ่งในข้อเสียที่สำคัญที่สุดของบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์คือธรรมชาติของการเสพติด มีนิโคตินซึ่งเป็นสารเสพติดสูงที่สามารถนำไปสู่การพึ่งพาร่างกายและอาการหงุดหงิด กระสับกระส่าย เมื่อไม่ได้เสพ การเสพติดนี้สามารถนำไปสู่การได้รับปริมาณนิโคตินเพิ่มขึ้น และในบางกรณีอาจนำไปสู่การใช้บุหรี่มวนได้ ความเสี่ยงต่อสุขภาพ: บุหรี่ไฟฟ้าเชื่อมโยงกับความเสี่ยงต่อสุขภาพหลายประการ รวมถึงปัญหาปอด โรคหัวใจ และมะเร็ง โดยสารเคมีบางชนิดที่พบในบุหรี่ไฟฟ้า เช่น propylene glycol และ diacetyl มีความเชื่อมโยงกับปัญหาระบบทางเดินหายใจ ไอระเหยของบุหรี่ไฟฟ้ามือสอง: แม้ว่าบุหรี่ไฟฟ้าจะไม่สร้างควันในปริมาณที่เท่ากันกับบุหรี่ทั่วไป แต่ก็ยังผลิตไอระเหยของบุหรี่ไฟฟ้ามือสองที่อาจเป็นอันตรายต่อคนรอบข้างได้ ไอระเหยประกอบด้วยสารเคมีและอนุภาคที่ผู้อื่นสามารถสูดดมเข้าไปได้ ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาระบบทางเดินหายใจและปัญหาสุขภาพอื่นๆ ความเสี่ยงจากอัคคีภัย: บุหรี่ไฟฟ้าใช้พลังงานจากแบตเตอรี่และองค์ประกอบความร้อน ทำให้มีแนวโน้มที่จะเกิดไฟไหม้และการระเบิด มีหลายกรณีที่บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ระเบิดในกระเป๋าของผู้ใช้หรือขณะชาร์จ ทำให้เกิดแผลไหม้และการบาดเจ็บอื่นๆ ราคา: บุหรี่ไฟฟ้าอาจมีราคาสูง โดยเฉพาะหากใช้เป็นประจำ ราคาของ e-liquid แบตเตอรี่ และอุปกรณ์เสริมอื่นๆ อาจเพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ทำให้ราคาย่อมเยาว์กว่าบุหรี่ทั่วไปสำหรับผู้ใช้บางราย ตลาดที่ไม่มีการควบคุม: ตลาดบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ส่วนใหญ่ไม่มีการควบคุม ทำให้ยากที่จะรู้ว่าอะไรอยู่ในผลิตภัณฑ์ที่ขายกันแน่ น้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าจำนวนมากมีสารเคมีและสารเติมแต่งที่ยังไม่ผ่านการทดสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วน และบางชนิดอาจมีอันตรายมากกว่าสารอื่นๆ ประตูสู่การสูบบุหรี่แบบมวน: ผู้เชี่ยวชาญบางคนกังวลว่าบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์อาจเป็นประตูสู่การใช้บุหรี่แบบมวน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่คนหนุ่มสาว เนื่องจากมักมีข้ออ้างว่าบุหรี่ไฟฟ้าวางตลาดเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า ผู้ใช้บางรายจึงมีแนวโน้มที่จะลองบุหรี่แบบมวนมากขึ้น โดยเชื่อว่าไม่เป็นอันตรายอย่างที่คิด บุหรี่ไฟฟ้ามีข้อเสียในแง่ต่างๆไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การเสพติด ความเสี่ยงต่อสุขภาพ ไอระเหยของมือสอง ความเสี่ยงจากอัคคีภัย ค่าใช้จ่าย ตลาดที่ไม่มีการควบคุม และโอกาสที่บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์จะนำไปสู่การสูบบุหรี่แบบดั้งเดิมล้วนเป็นเหตุผลที่ผู้ใช้ควรระมัดระวังเมื่อใช้บุหรี่ไฟฟ้า สิ่งสำคัญคือต้องจำไว้ว่าบุหรี่ไฟฟ้าไม่ใช่ทางเลือกที่ปลอดภัยอย่างสมบูรณ์สำหรับบุหรี่แบบดั้งเดิม และผู้ใช้ควรชั่งน้ำหนักถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นก่อนที่จะใช้ เช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์ยาสูบ วิธีที่ดีที่สุดในการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงต่อสุขภาพคือการเลิกบุหรี่โดยสิ้นเชิง ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.healthyenterprise.org/content/21257/hpe-25-04-66
เตรียมตัวรับกับฤดูหนาว
เตรียมตัวรับกับฤดูหนาว 1. สวมใส่เสื้อผ้าที่เหมาะสมกับสภาพอากาศ ควรเลือกสวมเสื้อผ้าที่ไม่บางเกินไป สามารถถ่ายเทอากาศได้ดี และสามารถป้องกันความเย็นได้ 2. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เลือกรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และเน้นอาหารที่มีธาตุเหล็ก เช่น เนื้อสัตว์ เต้าหู้ ไข่ และธัญพืชเพราะธาตุเหล็กจะช่วยป้องกันโรคหวัดและเพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกายได้ 3.บำรุงผิวให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ การทาโลชั่นหรือครีมบำรุงผิว จะช่วยป้องกันผิวไม่ให้แห้ง แตก ลอก ในฤดูหนาวได้เป็นอย่างดี และควรทาลิปบาล์มที่ริมฝีปากด้วย จะช่วยทำให้ปากชุ่มชื้น ไม่แตกได้ 4.การดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสม ควรดื่มน้ำที่อุณหภูมิห้อง หรือน้ำอุ่น จะช่วยให้ผิวพรรณมีความชุ่มฉ่ำไม่แห้งตามสภาพอากาศแล้ว ยังช่วยเรื่องระบบขับถ่ายต่างๆ อีกด้วย 5. รับประทานวิตามินเสริม สำหรับผู้ที่มีร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงเมื่อเจอกับอากาศหนาว อาจจะทำให้ร่างกายเจ็บป่วยได้ จึงควรป้องกันด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์พร้อมๆ ไปกับการรับประทานวิตามิน เพื่อเป็นการเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย เช่น วิตามินซี วิตามินเอ วิตามินอี เพราะวิตามินเหล่านี้สามารถช่วยให้ห่างไกลจากการเป็นหวัดได้ 6.พักผ่อนให้เพียงพอ ควรนอนหลับให้ได้อย่างน้อยวันละ 7-8 ชั่วโมง ซึ่งการนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอนั้นมีผลต่อสุขภาพร่างกายเป็นอย่างมาก เพราะเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายได้พักและซ่อมแซมส่วนต่างๆ ขอบคุณข้อมูลจาก โรงพยาบาลเปาโล รังสิต
ห้องน้ำสาธารณะ รู้ก่อนใช้ห่างไกลเชื้อโรค
ห้องน้ำสาธารณะ รู้ก่อนใช้ห่างไกลเชื้อโรค - ห้องน้ำสาธารณะ..เข้าอย่างไรให้ปลอดภัยจากเชื้อโรค เลือกห้องน้ำที่ไม่ค่อยมีคนใช้ เป็นห้องน้ำที่ไม่ได้อยู่ในแหล่งพลุกพล่าน เช่น ห้องน้ำในออฟฟิศชั้นที่มีพนักงานน้อย ๆ เป็นต้น - อย่าสัมผัสโดยตรง หลีกเลี่ยงการสัมผัสพื้นผิวหรืออุปกรณ์ภายในห้องน้ำ เช่น ลูกบิดประตู ฝาปิดชักโครก ที่กดชักโครก และฝารองนั่ง อาจใช้ทิชชูจับสิ่งสัมผัสต่าง ๆ - กดชักโครกก่อนทำธุระ ควรกดชักโครกก่อนทุกครั้ง แนะนำให้ปิดฝาชักโครกก่อนกด เพื่อป้องกันการฟุ้งกระจายของเชื้อโรคในชักโครก กรณีที่เป็นสุขภัณฑ์แบบนั่งยอง ให้ตักน้ำราดแทน เพื่อให้สะอาดมากขึ้น - ทำความสะอาดก่อนนั่ง เนื่องจากฝารองที่นั่งชักโครกอาจปนเปื้อนเชื้อโรค ก่อนนั่งควรทำความสะอาดฝาชักโครก ด้วยกระดาษทิชชูแบบเปียกชนิดฆ่าเชื้อ หรือพกกระดาษรองนั่งไปปูบนฝาชักโครกก่อนขับถ่าย และระวังอย่าให้แผ่นรองเปียกน้ำเด็ดขาด เพราะเชื้อโรคอาจจะแทรกซึมมากับน้ำได้ - ใช้เวลาน้อยที่สุด ไม่ต้องถึงขั้นจับเวลา แต่ควรใช้เวลาในการทำกิจธุระในห้องน้ำให้สั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ถ้าจำเป็นต้องใช้ชักโครก ควรเลือกดูห้องที่สะอาดที่สุด และหลังขับถ่ายเสร็จ ควรปิดฝาชักโครกก่อนกด เพื่อป้องกันเชื้อโรคแพร่กระจายในอากาศ - ไม่เหยียบโถส้วม หลายคนใช้บริการห้องน้ำสาธารณะผิดวิธี โดยใส่รองเท้าขึ้นไปนั่งบนฝารองนั่ง เพราะคิดว่าจะทำให้ไม่สัมผัสกับเชื้อโรค แต่จริง ๆ แล้ว ระหว่างที่ขับถ่ายอาจจะมีการกระเด็นของน้ำในโถ ซึ่งเป็นที่รวมเชื้อโรคเปื้อนได้มากกว่าการนั่งธรรมดา - ไม่ตักน้ำที่เปิดไว้ การใช้น้ำล้างทำความสะอาด ไม่แนะนำให้ตักในส่วนที่มีอยู่ในถังเดิมใช้ แต่ควรรองจากก๊อกโดยตรง เพื่อป้องกันเชื้อโรคที่สะสมอยู่ในถังน้ำ เพราะบางคนเอามือจุ่มล้างในถัง หากเป็นสายฉีดก็ควรฉีดน้ำให้ไหลทิ้งประมาณ 1 นาที เพื่อป้องกันเชื้อโรคที่ปะปนบริเวณรอบ ๆ สายฉีดได้ - ล้างมือทุกครั้งก่อน – หลังเข้าห้องน้ำ เมื่อเข้าห้องน้ำเสร็จเรียบร้อย เพื่อไม่ให้เชื้อโรคติดมากับมือของเรา ควรล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำสะอาดและสบู่ เริ่มต้นล้างมือ โดยฟอกฝ่ามือด้านหน้า ด้านหลัง ง่ามนิ้วมือด้านหน้า ด้านหลัง ฟอกนิ้วมือและข้อนิ้วมือด้านหลัง รวมทั้งฟอกหัวแม่มือ ขัดสิ่งสกปรกบริเวณซอกเล็บและข้อมือ ล้างสบู่ออกด้วยน้ำสะอาด เช็ดมือให้แห้งด้วยกระดาษเช็ดมือ หากไม่มีสบู่ให้ใช้น้ำสะอาดล้างซ้ำหลาย ๆ ครั้ง และงดการใช้อุปกรณ์ที่ใช้ร่วมกันภายในห้องน้ำ เช่น ผ้าเช็ดมือ ทั้งนี้ หลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสใบหน้า จมูก ตา ปาก 6 จุดเสี่ยงที่ต้องทำความสะอาดเป็นพิเศษในห้องน้ำสาธารณะ - ราวจับ - ที่กดโถส้วม - ลูกบิดประตู - ที่รองนั่ง - ที่จับสายฉีดชำระ - ก๊อกน้ำ ขอบคุณข้อมูลจาก: กรมอนามัย
ทำความรู้จักโรคติดเชื้อ HIV
HIV เป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง รวมทั้งโรคเอดส์ (AIDS) คือระยะท้ายของการติดเชื้อ HIV ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำและมีโรคแทรกซ้อนได้ เชื้อ HIV จะเข้าไปทำลายเม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งที่เรียกว่า CD4 (ซีดีโฟร์) ส่งผลให้ภูมิคุ้มกันโรคของร่างกายลดต่ำลง ทำให้มีโอกาสเกิดการติดเชื้อโรคฉวยโอกาสต่าง ๆ เช่น วัณโรค ปอดบวม เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เป็นต้น รวมทั้งมะเร็งบางชนิดได้มากกว่าคนปกติ ซึ่งอาการอาจจะรุนแรงมากกว่าคนทั่วไป และอาจเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิต อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ติดเชื้อ HIV ที่ยังมีระบบภูมิคุ้มกันโรคที่ดีพอสมควร เราจะเรียกว่า “ผู้ติดเชื้อ HIV” และผู้ที่ติดเชื้อ HIV ที่มีภูมิคุ้มกันโรคต่ำลง จนกระทั่งมีภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือเกิดอาการเจ็บป่วยด้วยโรคฉวยโอกาสเราจะเรียกว่า “ผู้ป่วยเอดส์” เมื่อป่วยด้วยโรคติดเชื้อฉวยโอกาสแล้ว ต้องรับการรักษา รวมทั้งการป้องกันไม่ให้เกิดเป็นซ้ำ จนกว่าระดับภูมิคุ้มกันโรคหรือ CD4 จะสูงขึ้นเพียงพอที่จะป้องกันร่างกายจากโรคติดเชื้อฉวยโอกาสและเพียงพอที่จะต่อสู้กับเชื้อ HIV ได้ในระดับหนึ่งด้วยภูมิของร่างกายเอง เชื้อ HIV สามารถติดต่อได้จากการสัมผัสเลือด น้ำเหลือง น้ำอสุจิ น้ำในช่องคลอด ส่วนน้ำลาย เสมหะและน้ำนมมีปริมาณเชื้อ HIV น้อย สำหรับเหงื่อ ปัสสาวะและอุจจาระแทบไม่พบเลย ทั้งนี้มีช่องทางการติดต่อที่สำคัญ ได้แก่ การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน เช่น ไม่ได้ใส่ถุงยางอนามัย ไม่ว่าชายกับชาย ชายกับหญิง หรือหญิงกับหญิง ทั้งทางช่องคลอดและทวารหนัก ก็ล้วนมีโอกาสติดโรคนี้ได้ทั้งสิ้น ทั้งนี้ จากข้อมูลของการระบาดวิทยาพบว่า มากกว่าร้อยละ 80 ของผู้ติดเชื้อ HIV ได้รับเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์1. ใช้เข็มหรือกระบอกฉีดยาร่วมกับผู้ติดเชื้อ HIV ซึ่งมักพบในกลุ่มผู้ฉีดสารเสพติดเข้าเส้นเลือด2. การสัมผัสเลือดหรือน้ำเหลืองของผู้ติดเชื้อ HIV ผ่านผิวสัมผัสที่เป็นแผลเปิดหรือรอยถลอก รวมทั้งการใช้ของมีคมร่วมกับผู้ติดเชื้อ HIV โดยไม่ทำความสะอาดอุปกรณ์ให้สะอาดเพียงพอ เช่น มีดโกนหนวด กรรไกรตัดเล็บ เข็มสักผิวหนังหรือคิ้ว เข็มเจาะหู3. การติดต่อจากแม่สู่ลูก ทั้งระหว่างตั้งครรภ์ การคลอดและการเลี้ยงดูด้วยนมแม่4. การรับโลหิตบริจาคที่มีเชื้อ HIV ปนเปื้อน ซึ่งมีโอกาสน้อยมากในปัจจุบัน เนื่องจากโลหิตที่ได้รับบริจาคทุกขวดต้องผ่านการตรวจหาการติดเชื้อ HIV เพื่อความปลอดภัย หากสงสัยว่า ได้รับเชื้อ HIV ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อกินยาต้านเชื้อ HIV แบบฉุกเฉินหรือยา PEP (เพ็บ) ภายใน 72 ชั่วโมง หรือหากมีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับเชื้อสามารถกินยา PrEP (เพร็บ) ซึ่งเป็นยาที่กินก่อนที่จะได้รับเชื้อหรือป้องกันเชื้อ HIV ได้ ระยะของการติดเชื้อ HIV ระยะแรกเริ่มของการติดเชื้อ HIV ในช่วงแรกที่ติดเชื้อปริมาณไม่มาก และยังไม่ได้สร้างภูมิต้านทานขึ้นมาอาจยังตรวจหาเชื้อหรือภูมิต้านทานต่อเชื้อไม่พบ ซึ่งอาจเป็นช่วงตั้งแต่ 2-12 สัปดาห์ ในระยะนี้ผู้ติดเชื้อจะมีอาการไข้ หนาวสั่น เจ็บคอ ปวดเมื่อยตามตัว มีผื่นขึ้น ต่อมน้ำเหลืองที่คอโต บางรายอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ถ่ายเหลว น้ำหนักลด หรือมีฝ้าขาวในช่องปาก อาการเหล่านี้มักจะเป็นอยู่ประมาณ 1-2 สัปดาห์ แล้วหายไปได้เอง และเนื่องจากอาการคล้ายไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่หรือไข้ทั่วไป ผู้ติดเชื้ออาจซื้อยากินเองหรือไปพบแพทย์ก็อาจไม่ได้รับการตรวจเลือด นอกจากนี้บางรายหลังติดเชื้ออาจไม่มีอาการผิดปกติปรากฏให้เห็น ดังนั้นผู้ติดเชื้อบางรายจึงอาจไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาตั้งแต่ในระยะนี้ ระยะติดเชื้อโดยไม่มีอาการ ผู้ติดเชื้อมักจะแข็งแรงเป็นปกติเหมือนคนทั่วไป แต่เมื่อตรวจเลือดจะพบเชื้อ HIV และสารภูมิคุ้มกันต่อเชื้อชนิดนี้ จึงสามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้ เรียกว่าเป็นพาหะ (Carrier) ระยะนี้แม้ว่าจะไม่มีอาการแต่เชื้อ HIV จะแบ่งตัวเจริญเติบโตขึ้นไปเรื่อย ๆ และทำลายระบบภูมิคุ้มกันโรคจนมีจำนวนลดลง เมื่อลดต่ำลงมาก ๆ ก็จะเกิดอาการเจ็บป่วย ทั้งนี้อัตราการลดลงของระบบภูมิคุ้มกันโรคจะเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับความรุนแรงของเชื้อ HIV และสภาพความแข็งแรงของระบบภูมิคุ้มกันโรคของผู้ติดเชื้อเอง ระยะนี้คนส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 85 มักเป็นอยู่นาน 5-10 ปี แต่มีกลุ่มผู้ป่วยประมาณร้อยละ 10 ที่ระยะนี้อาจสั้นเพียง 2-3 ปี ซึ่งเรียกว่า กลุ่มที่มีการดำเนินโรคเร็ว (Rapid progressor) ในขณะที่ประมาณร้อยละ 5 จะมีการดำเนินโรคช้า โดยบางรายอาจนานกว่า 10-15 ปีขึ้นไป เรียกว่า กลุ่มที่ควบคุมเชื้อได้ดีเป็นพิเศษ (Elite controller)ระยะติดเชื้อที่มีอาการ ผู้ป่วยจะมีอาการมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับระบบภูมิคุ้มกันโรค ดังนี้ อาการเล็กน้อย ระยะนี้ถ้าตรวจระดับ CD4 มักจะมีจำนวนมากกว่า 500 เซลล์ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร ผู้ป่วยอาจมีอาการต่อมน้ำเหลืองที่คอโตเล็กน้อย โรคเชื้อราที่เล็บ แผลร้อนในในช่องปาก ผิวหนังอักเสบชนิดเกล็ดรังแคที่ไรผม ข้างจมูก ริมฝีปาก ฝ้าขาวข้างลิ้นซึ่งขูดไม่ออก โรคสะเก็ดเงินที่เคยเป็นอยู่เดิมกำเริบ อาการปานกลาง ระยะนี้ถ้าตรวจระดับ CD4 มักจะมีจำนวนระหว่าง 200-500 เซลล์ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร ผู้ป่วยอาจมีอาการดังนี้ เริมที่ริมฝีปากหรืออวัยวะเพศ ซึ่งกำเริบบ่อยและเป็นแผลเรื้อรัง งูสวัด โรคเชื้อราในช่องปากหรือช่องคลอด ท้องเสียบ่อยหรือเรื้อรังนานเกิน 1 เดือน มีไข้เป็น ๆ หาย ๆ หรือติดต่อกันทุกวันนานเกิน 1 เดือน ต่อมน้ำเหลืองโตมากกว่า 1 บริเวณ (เช่น คอ รักแร้ และขาหนีบ) นานเกิน 3 เดือน น้ำหนักลดเกินร้อยละ 10 ของน้ำหนักตัวโดยไม่ทราบสาเหตุ ปวดกล้ามเนื้อและข้อ ไซนัสอักเสบเรื้อรัง ปอดอักเสบจากแบคทีเรีย ระยะป่วยเป็นเอดส์ (เอดส์เต็มขั้น) ระยะนี้ระบบภูมิคุ้มกันโรคของผู้ป่วยเสื่อมเต็มที่ ถ้าตรวจระดับ CD4 จะพบว่ามักมีจำนวนต่ำกว่า 200 เซลล์ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร เป็นผลทำให้เชื้อโรคต่าง ๆ เช่น ไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา โปรโตซัว วัณโรค ฉวยโอกาสเข้ารุมเร้าเรียกว่า โรคติดเชื้อฉวยโอกาส ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการติดเชื้อที่รักษาค่อนข้างยากและอาจติดเชื้อชนิดเดิมซ้ำ หรือชนิดใหม่หรือหลายชนิดร่วมกัน ระยะนี้ผู้ป่วยอาจมีอาการดังนี้ มีไข้เรื้อรังติดต่อกันหลายสัปดาห์หรือเป็นเดือน ไอเรื้อรังหรือหายใจหอบเหนื่อยจากวัณโรคปอดหรือปอดอักเสบ ท้องเสียเรื้อรังจากเชื้อราหรือโปรโตซัว น้ำหนักลด รูปร่างผอมแห้งและอ่อนเปลี้ยเพลียแรง ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน กลืนลำบากหรือเจ็บเวลากลืนเนื่องจากหลอดอาหารอักเสบจากเชื้อรา สายตาพร่ามัว มองไม่ชัดหรือเห็นเงาหยากไย่ลอยไปลอยมา ตกขาวบ่อยในผู้หญิง มีผื่นคันตามผิวหนัง ซีด มีจุดแดงจ้ำเขียวหรือเลือดออกจากภาวะเกล็ดเลือดต่ำ สับสน ความจำเสื่อม หลงลืมง่าย ไม่มีสมาธิ พฤติกรรมผิดแปลกจากเดิมเนื่องจากความผิดปกติของสมอง ปวดศีรษะรุนแรง ชัก สับสน ซึม หรือหมดสติจากการติดเชื้อในสมอง อาการของโรคมะเร็งที่เกิดแทรกซ้อน เช่น มะเร็งของผนังหลอดเลือด มะเร็งต่อมน้ำเหลืองในสมอง มะเร็งปากมดลูก มะเร็งทวารหนัก เป็นต้น ทั้งนี้ อาการของผู้ติดเชื้อ HIV และผู้ป่วยเอดส์อาจมีอาการที่คล้ายคลึงกับโรคอื่นได้ ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดว่า ติดเชื้อ HIV หรือไม่ จึงควรทำการตรวจเลือดหาการติดเชื้อ HIV ขอบคุณข้อมูลจาก คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล นิตยสารวาไรตี้เพื่อสุขภาพ @Rama
เล็ก แต่ ร้าย !! แมลงก้นกระดก ภัยใกล้ตัวหน้าฝน
แมลงก้นกระดก (Rove beetles) หรือที่เรียกกันว่า ด้วงก้นกระดก ด้วงก้นงอน หรือ ด้วงปีกสั้น เป็นแมลงขนาดเล็ก มีความยาวประมาณ 7-8 มิลลิเมตร ลำตัวมีสีดำสลับส้มเป็นปล้องๆ จุดเด่นของแมลงชนิดนี้คือเมื่อเกาะแล้วจะมีลักษณะเหมือนก้นกระดกขึ้นมา มักพบในช่วงฤดูฝน โดยเข้ามาตอมหลอดไฟในบ้านและร่วงหล่นตามพื้นสาเหตุของโรค เกิดจาก แมลงก้นกระดก ปล่อยพิษที่มีชื่อว่า พิเดอริน (Pederin) ซึ่งมีลักษณะเป็นกรดที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองที่ผิวหนัง ทำให้เกิดอาการแสบร้อนเป็นรอยไหม้หลังจากสัมผัสพิษประมาณ 8-12 ชั่วโมง โดยส่วนมากมักเกิดจากการสัมผัส ปัด หรือบี้ตัวแมลง จนทำให้เกิดการระคายเคืองที่ผิวหนังอาการของโรค สำหรับผู้ป่วยที่โดนกรดจากแมลงก้นกระดก จะรู้สึกปวดแสบปวดร้อน พบรอยไหม้ และตุ่มน้ำเป็นเป็นผื่น ที่มีลักษณะคล้ายเป็นเริมหรืองูสวัด แต่จะพบเป็นรอยยาว ไม่เป็นกระจุก มักพบรอยบริเวณนอกเสื้อผ้า ในบางคนที่แพ้พิษอาจมีอาการรุนแรง เช่น พุพอง คลื่นไส้อาเจียน หรือเริ่มมีไข้ แต่ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิตวิธีการรักษา สำหรับการรักษา เบื้องต้นเมื่อโดนพิษจากแมลงก้นกระดก ให้รีบล้างด้วยสบู่และน้ำสะอาด หรือใช้น้ำเกลือสำหรับล้างแผลล้างทันที แต่หากเกิดตุ่มน้ำและรอยแดงขึ้นแล้วสามารถทายาเพื่อรักษารอยแดงซึ่งจะหายไปเองประมาณ 2-3 วัน แต่หากมีอาการรุนแรงเนื่องจากแพ้พิษให้รีบพบแพทย์ แพทย์จะใช้ยาประเภทสเตียรอยด์ในการรักษา ส่วนรอยดำที่เกิดขึ้นจะค่อยๆ จางและหายไปเอง ไม่เป็นแผลเป็นวิธีป้องกัน เราสามารถป้องกันแมลงก้นกระดกด้วยการปิดหน้าต่างและประตูให้สนิท เนื่องจากแมลงประเภทนี้ชอบเข้ามาเล่นแสงไฟในเวลากลางคืน และตรวจเช็คบริเวณที่นอนเสมอว่าไม่มีแมลงอยู่ ที่สำคัญหากพบแมลงก้นกระดกห้ามสัมผัสโดยการปัด หรือบดขยี้ ควรใช้วิธีเป่า หรือสะบัดออก ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.thaihealth.or.th/?p=366727