-
สาระน่ารู้
หน้าแรก
สาระน่ารู้
พบข้อมูลจำนวน 127 รายการ แสดงผลอยู่ที่ 3/11 หน้า
จัดซื้อจัดจ้าง
-
ประกาศ (ร่าง) ประกวดราคาซื้อวัสดุวิทยาศาสตร์หรือการแพทย์ ได้แก่ วัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ด้านทันตกรรม จำนวน ๑๐๕ รายการ ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding)
-
ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา จัดซื้อวัสดุอุปกรณ์เพื่อใช้ดำเนินโครงการส่งเสริมพัฒนาศักยภาพผู้ดูแลคนพิการและคนพิการในจังหวัดระยอง ประจำปี ๒๕๖๙ (หลักสูตรการปลูกและการแปรรูปผัก
-
ประกาศ ยกเลิกการประกวดราคาจ้างก่อสร้างโครงการก่อสร้างถนนสายซอยวังปลา หมู่ที่ 2 ตำบลแกลง มีความคาบเกี่ยวต่อเนื่องกับ หมู่ที่ 9 ตำบลกะเฉด อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง
-
ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา ประกวดราคาจ้างก่อสร้างโครงการปรับปรุงโรงพยาบาลองค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง (ศูนย์บริการสุขภาพ ฟื้นฟู และดูแลผู้สูงอายุ) ระยะที่ 3 ตำบลแกลง อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง
-
ประกาศเผยแพร่แผนการจัดซื้อจัดจ้างประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ เรื่องจัดซื้อเครื่องบีบอัดขยะอินทรีย์ พร้อมติดตั้ง
ค้นหาข้อมูลในเว็บไซต์
ปฎิทินกิจกรรม
ท่านคิดว่า อบจ.ระยอง ควรเน้นหนักแก้ไขปัญหาในเรื่องใดเป็นอันดับแรก
- ปรับปรุงระบบสาธารณูปโภค โหวต
- แก้ไขปัญหายาเสพติด โหวต
- แก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม โหวต
- แก้ไขปัญหาน้ำท่วม โหวต
- ราคาผลผลิตภาคการเกษตร โหวต
สถิติผู้เข้าชมเว็บไซต์
- กำลังใช้งาน 26 คน
- ผู้เข้าชมวันนี้ 376 คน
- ผู้เข้าชมทั้งหมด 20,758,791 คน
แปลภาษา

5 โรคอันตรายถึงชีวิตที่มาพร้อม “ยุง”
1. ไข้เลือดออกพาหะ : ยุงลาย ที่ออกหากินตอนกลางวัน (ปัจจุบันพบยุงลายตอนกลางคืน ช่วงโพล้เพล้อยู่บ้าง)อาการ : หลังถูกยุงลายกัด 5-8 วัน จะมีไข้สูงเฉียบพลัน ปวดเมื่อยตามร่างกาย เบื่ออาหาร หรืออาจอาเจียน มีผื่นแดงๆ ตามร่างกาย อาจเลือดออกง่าย ถ่ายอุจจาระเป็นสีดำ และเสี่ยงต่ออาการแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น ช็อก ชัก บวม แน่นหน้าอก ปวดท้อง หรือมีเลือดออกในอวัยวะภายใน 2. มาลาเรียพาหะ : ยุงก้นปล่อง พบได้มากในป่า พื้นที่รกๆ อากาศร้อนชื้น แหล่งน้ำต่างๆ หรือพื้นที่อื่นๆ ทั่วไปอาการ : มีไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว อ่อนเพลีย ชีพจรเต้นเร็ว หนาวสั่น คลื่นไส้อาเจียน หน้าซีดปากซีดจากการที่เม็ดเลือดแดงถูกทำลาย เริ่มเข้าสู่ภาวะโลหิตจาง ตัวเหลืองเหมือนดีซ่าน และอาจมีปัสสาวะสีเข้มเหมือนสีน้ำปลา 3. เท้าช้างพาหะ : โรคเกิดจากพยาธิตัวกลม โดยมียุงเป็นพาหะอาการ : มีไข้สูงเฉียบพลัน หลอดน้ำเหลือง และต่อมน้ำเหลืองอักเสบ โดยอาจพบได้บริเวณอวัยวะต่างๆ เช่น ขา ช่องท้องด้านหลัง ท่อน้ำเชื้ออสุจิ หรือเต้านม ผิวหนังบริเวณที่อับเสบจะบวมแดง มีน้ำเหลืองคั่ง คลำเป็นก้อนขรุขระ แต่ในบางรายอาจไม่แสดงอาการบวมชัดเจน 4.ไข้ปวดข้อยุงลาย (ชิคุนกุนย่า)พาหะ : ยุงลายอาการ : อาการคล้ายไข้เลือดออกมาก แต่ไม่พบการรั่วของพลาสมาออกนอกเส้นเลือด จึงไม่พบผู้ป่วยที่มีอาการช็อก 5. ไข้สมองอักเสบพาหะ : ยุงรำคาญ พบในนาข้าว เพราะเป็นแหล่งแพร่พันธุ์ และมีหมูเป็นรังของโรค โดยยุงรำคาญไปกัดหมูที่เป็นโรค และแพร่เชื้อต่อสู่คน และสัตว์อื่นๆอาการ : หลังรับเชื้อ 5-15 วัน จะมีไข้สูง อาเจียน ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย หลังจากนั้นจะเริ่มมีอาการผิดปกติทางสมอง เช่น คอแข็ง สติสัมปชัญญะลดลง ซึม หรือ เพ้อ คลั่ง ชัก หมดสติ หรืออาจมือสั่น เป็นอัมพาต ซึ่งหลังจากอาการของโรคหายไป อาจหลงเหลือความผิดปกติของสมองอยู่บ้าง เช่น พูดไม่ชัด เกร็ง ชัก หรือสติไม่ค่อยปกติ ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก โรงพยาบาลกรุงเทพสิริโรจน์ จังหวัดภูเก็ต
เลือกอาหารเจอย่างไรให้สุขภาพดี
ช่วงการมาเยือนของเทศกาลกินเจ เมนูส่วนใหญ่ที่เรามักจะคุ้นเคยกันในทุกๆ วันคงหนีไม่พ้นอาหารจำพวกแป้ง ผัก ผัด-ทอด ซึ่งหากรับประทานมากเกินไปอาจไม่ดีต่อสุขภาพนัก ดังนั้นก่อนถึงเทศกาลกินเจนี้ เรามาดูวิธี "กินเจอย่างไรให้ดีต่อสุขภาพ" ที่จะช่วยให้อิ่มบุญแถมอิ่มท้องแบบสุขภาพดีกัน เลือกอาหารที่มีกากใยสูง เลือกทานข้าวกล้อง หรือข้าวสี เพราะมีใยอาหารและวิตามินมากกว่าข้าวขัดสี หลีกเลี่ยงเมนูเจประเภททอดหรือผัดที่ใช้น้ำมันเยอะ เน้นรับประทานอาหารเจจำพวก ต้ม นึ่ง ย่าง ยำ โดยลดการทานอาหารผัด-ทอด เพื่อลดปริมาณไขมันลง รับประทานแป้งแต่พอประมาณควรอ่านและศึกษาฉลากให้ดีก่อนทำการซื้อ เลือกที่ผลิตจากถั่ว โปรตีนเกษตร ไม่ควรเลือกประเภทที่ทำจากแป้งล้วนๆ หลีกเลี่ยงอาหารเจที่มีเครื่องปรุงรสเค็ม อาหารเจกึ่งสำเร็จรูปเพราะมีส่วนผสมของโซเดียมสูง เสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูง เลือกรับประทานโปรตีนจากถั่วทดแทนโปรตีนจากสัตว์ทดแทนโปรตีนด้วยเห็ด เต้าหู้ และถั่วชนิดต่างๆ ในเห็ด มีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย ถือเป็นแหล่งโปรตีนชั้นดี ส่วนพืชตระกูลถั่วนั้นอุดมไปด้วยแร่ธาตุ และไบโอตินที่ช่วยเสริมสร้างสุขภาพเส้นผมและเล็บ โดยในเต้าหู้และถั่วเหลืองยังมีสารไอโซฟลาโวน ที่เหมาะกับสาวๆ นอกจากช่วยให้ผิวดูเปล่งปลั่งอ่อนเยาว์ ยังมีคุณสมบัติช่วยลดคลอเลสเตอรอลชนิดร้าย ลดความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งอีกด้วย หลีกเลี่ยงอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีรสหวานจัด เพราะเมื่อน้ำตาลเปลี่ยนเป็นกลูโคสอยู่ในกระแสเลือดจะกระตุ้นให้ร่างกายเร่งการหลั่งสารอินซูลินออกมา มีผลทำให้เรารู้สึกหิวเร็วขึ้นควรอ่านและศึกษาฉลากให้ดีก่อนทำการซื้อ เลือกที่ผลิตจากถั่ว โปรตีนเกษตร ไม่ควรเลือกประเภทที่ทำจากแป้งล้วนๆ การกินเจที่ถูกหลัก นอกจากจะทำให้เราไม่ขาดสารอาหาร จากการงดเว้นเนื้อสัตว์แล้ว เรายังจะได้รับอาหารที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย การกินเจร่วมกับการออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ ทำจิตใจให้เบิกบานแจ่มใส ก็จะช่วยช่วยให้สุขภาพดีขึ้น และได้บุญอีกด้วย ขอบคุณสาระดี ๆ จาก https://www.bangpakok3.com/care_blog/view/206
โรคอ้วนกับปัญหาการนอนหลับ
ภาวะโรคอ้วนส่งผลกระทบให้นอนหลับไม่เพียงพอ และการนอนหลับที่ไม่ไเพียงพอ อาจทำให้ความรุนแรงของโรคอ้วนเพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน ภาวะอ้วนในประชากรภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก ตามนิยามขององค์การอนามัยโลก คือการที่มีดัชนีมวลกายตั้งแต่ 25 กิโลกรัมต่อตารางเมตรขึ้นไป ภาวะอ้วนนี้สามารถเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น พฤติกรรมการรับประทานอาหาร การใช้ชีวิตประจำวัน การออกกำลังกาย กรรมพันธุ์ โรคประจำตัว รวมถึงยาที่ใช้รักษาโรค ผู้ป่วยโรคอ้วนจะมีการสะสมไขมันมากเกินกว่าปกติตามอวัยวะต่างๆ ส่งผลให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาสุขภาพและเกิดโรคเรื้อรังหลายประเภท เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคไต โรคเส้นเลือดหัวใจและสมองตีบ รวมถึงโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นและกลุ่มอาการอ้วนหายใจต่ำได้ ผู้ป่วยโรคอ้วนจะมีไขมันสะสมบริเวณช่องคอและทางเดินหายใจส่วนบนมากกว่าปกติ ทำให้ทางเดินหายใจส่วนบนตีบแคบลง แต่ในขณะตื่นกลุ่มกล้ามเนื้อคอหอยซึ่งมีหน้าที่ขยายช่องคอทำงานชดเชยได้จึงไม่เกิดการอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนนี้ เมื่อนอนหลับกล้ามเนื้อจะเกิดการคลายตัว การทำงานชดเชยของกล้ามเนื้อขยายช่องคอทำได้ไม่เพียงพอทำให้ทางเดินหายใจส่วนบนตีบแคบขณะหลับ เกิดโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (Obstructive sleep apnea, OSA) ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาในระยะยาวก็จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคเส้นเลือดหัวใจและสมองตีบ และโรคอื่นๆ รวมถึงมีโอกาสเสียชีวิตก่อนวัยอันควรอีกด้วย โดยพบว่าความรุนแรงของโรคมักจะเพิ่มขึ้นตามดัชนีมวลกายที่เพิ่มขึ้น และเมื่อผู้ป่วยลดน้ำหนักได้ความรุนแรงของโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นก็มักจะลดลง นอกจากโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นแล้ว ผู้ป่วยที่มีภาวะอ้วนมากขึ้น จะทำให้ร่างกายต้องใช้แรงมากขึ้นเพื่อขยายทรวงอกในการหายใจ ส่งผลให้กลศาสตร์ของระบบการหายใจแย่ลง ประกอบกับภาวะอ้วนทำให้การตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของออกซิเจน และคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดลดลง ทำให้แรงขับเคลื่อนการหายใจเพื่อกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นของเสียลดลง รวมทั้งมักมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นที่รุนแรง ทำให้เกิดกลุ่มอาการอ้วนหายใจต่ำ (Obesity hypoventilation syndrome, OHS)เป็นภาวะแทรกซ้อนตามมา ซึ่งความรุนแรงของโรคก็มักจะเพิ่มขึ้นตามดัชนีมวลกายที่เพิ่มขึ้น และลดลงหรืออาจหายไปเมื่อผู้ป่วยลดน้ำหนักได้มากในระดับหนึ่งในผู้ป่วยโรคอ้วนที่สงสัยโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น จะทำการวินิจฉัยได้ด้วยการตรวจการนอนหลับ ซึ่งผู้ป่วยจะมานอนค้างคืนที่ศูนย์ตรวจการนอนหลับเพื่อติดอุปกรณ์ดูระยะการหลับ การทำงานของระบบหายใจและระบบหัวใจ ระดับออกซิเจนและระดับคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อวินิจฉัยโรค ส่วนผู้ป่วยที่สงสัยกลุ่มอาการอ้วนหายใจต่ำ จะวินิจฉัยโดยการตรวจวัดระดับแรงดันก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดจากหลอดเลือดแดง ร่วมกับการตรวจการนอนหลับที่ศูนย์ตรวจการนอนหลับชนิดมีผู้เฝ้า การรักษาโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นและกลุ่มอาการอ้วนหายใจต่ำนั้น นอกจากการใช้เครื่องอัดอากาศแรงดันบวก หรืออุปกรณ์อื่นเพื่อรักษาความผิดปกติของการหายใจขณะหลับแล้ว การลดน้ำหนักก็เป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้ความรุนแรงของโรคลดลงหรืออาจหายขาดได้ เมื่อดัชนีมวลกายลดลง ความรุนแรงของโรคจะลดลง แรงดันของเครื่องอัดอากาศแรงดันบวกที่ใช้ก็ลดลง ในผู้ป่วยบางรายอาจจะดีขึ้นจนสามารถหยุดใช้เครื่องอัดอากาศแรงดันบวกได้ โดยมีข้อมูลว่า การลดน้ำหนักตัวได้ร้อยละ 25-30 สามารถทำให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่หายจากกลุ่มอาการอ้วนหายใจต่ำได้ การลดน้ำหนักนั้นต้องทำให้ได้อย่างยั่งยืน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการทำให้ผู้ป่วยเห็นถึงความสำคัญและความจำเป็นรวมถึงผลดีของการลดน้ำหนัก ควบคู่ไปกับการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม อันประกอบด้วย1) การรับประทานอาหารพลังงานต่ำและไขมันต่ำ โดยการรับประทานอาหารพลังงาน 1,000-1,500 แคลอรีต่อวัน หรือลดพลังงาน 500-750 แคลอรีจากที่เคยรับประทาน และให้มีสัดส่วนของไขมันน้อยกว่าร้อยละ 15-20 ของพลังงานที่รับประทาน2) การออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง อย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน 5 วันต่อสัปดาห์ และการมีกิจกรรมทางกายเพิ่มขึ้น3) การใช้ยาลดน้ำหนัก 4) การผ่าตัดเพื่อลดน้ำหนักทั้งนี้ อาจต้องปรึกษาแพทย์และนักโภชนาการ เพื่อวางแผนการลดน้ำหนัก การใช้ยา และการผ่าตัดที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย ที่มา : https://www.springnews.co.th/health/839865
การขาดน้ำ...อันตรายกว่าที่คิด
การขาดน้ำ...อันตรายกว่าที่คิด ชีวิตมนุษย์ออฟฟิศอย่างเราๆ ในแต่ละวัน มักใช้เวลาหมดกับการเอาจริงเอาจังกับการทำงาน จนหลงลืมบางสิ่งที่สำคัญไป เช่น การดื่มน้ำ กิจวัตรง่ายๆ ที่เราลืมกันไปเลย ในภาวะร่างกายที่ปกติแข็งแรง เราก็จะใช้พลังงานจากร่างกายอย่างเต็มที่ จนบางเราก็ความต้องการเล็กๆ น้อยๆ ที่เราไม่ทันสังเกตว่าร่างกายส่งสัญญาณเรียกร้องออกมา ทำให้เราละเลยมันไป นานวันเข้า เมื่อเราหลงลืมไม่ใส่ใจดูแลร่างกายบ่อยๆ ก็อาจเกิดผลเสียอย่างใหญ่หลวงได้ วันนี้เรามาสังเกตสัญญาณบอกเหตุว่าร่างกายของเราขาดน้ำแล้วกันเถอะค่ะ สาเหตุที่ร่างกายขาดน้ำ แต่ก่อนที่จะสังเกตอาการเรามารู้กันก่อนว่า สาเหตุง่ายๆ ที่ร่างกายขาดน้ำก็คือ การดื่มน้ำน้อยเกินไป หรือ ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน ที่เกิดจากการเสียเหงื่อหลังออกกำลังกายอย่างหนัก หรือการสูญเสียน้ำในร่างกาย มากกว่าปกติในหน้าร้อนที่มีอุณหภูมิความร้อนสูงมากจนทำให้เป็นโรคลมแดด หน้ามืด วิงเวียนศรีษะ และเป็นลมได้ อาการที่ควรสังเกต กระหายน้ำ อ่อนเพลีย / เหนื่อยง่าย ปวดศรีษะ / วิงเวียนศรีษะ ปัสสาวะน้อย 4-6 ชั่วโมง / 1 ครั้ง ชีพจรเต้นเร็ว หายใจ หอบถี่ ความดันโลหิตต่ำ บางรายอาการรุนแรง จนเกิดอาการชักได้ ดูแลตัวอย่างไร เมื่อร่างกายขาดน้ำ ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย 4-8 แก้ว ต่อวัน (แก้วน้ำขนาด 200มล.) ในกรณีที่ร่างกายขาดน้ำ เนื่องจากอาการท้องเสีย นอกจากดื่มน้ำแล้ว ควรดื่มน้ำเกลือแร่ เพื่อลดอาการอ่อนเพลีย จากการสูญเสียน้ำในร่างกายไปด้วย หลีกเลี่ยงสถานที่อบอ้าว ควรหาจุดที่อากาศถ่ายเท ร่มรื่น เพื่อระบายความร้อนออกจากร่างกาย ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก https://www.paolohospital.com/th-TH/rangsit/Article/Details/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B8%9F%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A5%E0%B9%8C/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B0%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3----%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B8%94-
ใช้ขวดน้ำซ้ำ อันตรายกว่าที่คิด
ใช้ขวดน้ำซ้ำ อันตรายกว่าที่คิด ขวดบรรจุน้ำดื่มที่เป็นขวด PET นั้นถูกออกแบบมาเพื่อให้ใช้เพียงครั้งเดียว แล้วจึงนำไปรีไซเคิลเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ โดยสามารถนำ ขวดพลาสติก PET กลับมาใช้ซ้ำได้ ไม่ก่อให้เกิดมะเร็ง แต่ไม่ควรใช้ซ้ำหลาย ๆ ครั้งเนื่องจากอาจก่อให้เกิดการสะสมของเชื้อจุลินทรีย์ ถ้าจำเป็นต้องใช้ซ้ำ ก็ควรทำความสะอาดเพื่อลดการสะสมของเชื้อจุลินทรีย์ ดังนั้นต้องสังเกตคุณภาพของขวดน้ำด้วยว่ายังสามารถใช้งานได้ต่อไปหรือไม่ เช่น หากตรวจพบว่าขวดมีสีเปลี่ยนไปจากเดิม เริ่มมีความขุ่นมากขึ้น หรือรอยขีดข่วน รอยปริหรือรอยแตก นั่นแสดงว่าขวดเริ่มเสียสภาพแล้ว ก็ควรเลิกใช้และทิ้งไป ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก https://www.chiangmainews.co.th/knowledge/2947388/
รู้ทัน รู้ป้องกัน ฮีทสโตรก หรือโรคลมแดด
โดย อ.นพ.สุรัตน์ ตันประเวช หัวหน้าหน่วยประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ ในชีวิตประจำวันเราย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเจอแสงแดด โดยเฉพาะอากาศที่ร้อนจัด ย่อมส่งผลต่อการปรับสภาพของร่างกาย ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคฮีทสโตรก หรือโรคลมแดด ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือการดูแลและปกป้องร่างกาย หากอยู่ในสภาวะฮีทสโตรก หรือโรคลมแดด โรคฮีทสโตรก หรือ โรคลมแดดเกิดจากอะไร เกิดจากอุณหภูมิของร่างกายเราสูงมากจนเกินไป ไม่สามารถที่จะขับอุณหภูมิออกได้ แล้วมีลักษณะอาการเหมือนจะเป็นลม คือมีอาการวิงเวียนเป็นหลัก สาเหตุเนื่องจากร่างกายเราถูกแสงแดดมากเกินไป หรืออยู่ในที่อากาศร้อนอบอ้าว ร่างกายไม่สามารถที่จะถ่ายเทอากาศออกได้ และทำให้ความร้อนในร่างกายไม่สามารถที่จะระเหยออกไปได้ เมื่อร่างกายมีอุณหภูมิที่สูงมากจนเกินไป โดยอาจจะเกิดจากสถานที่ร้อน หรือออกกำลังกายมากเกินไป ทำให้กล้ามเนื้อสร้างความร้อนมาก ก็อาจทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ร่างกายรับไม่ไหว จึงเกิดปฏิกิริยาการตอบสนอง การหายใจล้มเหลวได้ สัญญาณเตือนการเป็นโรคลมแดด ผู้ป่วยมีอาการกระหายน้ำมาก ร่างกายเราจะขาดน้ำเพราะอุณหภูมิสูงเกินไป มีอาการเวียนศีรษะ มองอะไรแล้ว งงๆ มึนๆ สังเกตเหงื่อของคนไข้ จะแห้ง ผิวแห้ง แล้วมีการระเหยของน้ำหมด ทำให้ระบบประสาททำงานไม่ปกติ บุคคลใดบ้างที่มีความเสี่ยงต่อโรคลมแดด กลุ่มอายุ ได้แก่ เด็กและผู้สูงวัย กลุ่มที่มีโรคประจำตัวกลุ่มความดันโลหิตสูงที่รับประทานยาบางชนิด เช่นยาขับน้ำปัสสาวะ บางรายที่มีความดันโลหิตสูงจะต้องกินยาลดความดันหลายตัว บางรายกินยาลดความดันที่เป็นยาขับปัสสาวะร่วมด้วย ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคลมแดดมากขึ้นเพราะว่าน้ำไม่เพียงพอ กลุ่มที่ออกกำลังกาย บางรายที่ออกกำลังกายมากเกินไป และอยู่ในที่โล่งแจ้งถูกแสงแดด กลุ่มที่เป็นนักกีฬา มักจะออกกำลังกาย ในพื้นที่ปลอดอากาศ ไม่มีที่ระบายของอากาศ และอุณหภูมิไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ทำให้มีความเสี่ยงต่อโรคลมแดดได้มากขึ้น อุณหภูมิในร่างกายที่สูงขึ้น ต้องอยู่ในระยะเวลากี่นาทีในร่างกาย ที่อาจทำให้เกิดโรคลมแดดได้ โดยปกติร่างกายเรา จะมีระบบสมองที่คอยควบคุมให้ร่ายกายของเราไม่ให้มีอุณหภูมิที่สูงมากจนเกินไป ซึ่งร่างกายปกติจุอยู่ในปริมาณ 37.5 องศา ถึงแม้ว่าอุณหภูมิภายนอก จะหนาวมากหรือร้อนมากก็ตาม สมองเราจะสั่งร่างกายทันที ให้มีการปรับอุณหภูมิให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม ให้เหมาะกับตัวเรา หากร่างกายปรับได้ไม่ทัน จะมีอาการทางระบบประสาท ไม่ว่าจะนานเท่าไหร่ก็ตามก็สามารถเกิดฮีทสโตรกได้ เกณฑ์การวินิจฉัย อุณหภูมิเป็นหลัก ไม่ขึ้นกับระยะเวลา ระบบประสาทที่ผิดปกติไป เช่นอาการวิงเวียนศีรษะ และบางคนมีอาการรุนแรง เกิดอาการชักกระตุกกล้ามเนื้อเกร็งเนื่องจากกล้ามเนื้อจะเสียสมดุลเกิดขึ้น แล้วถ้าหากยังไม่ได้รับการรักษา อย่างทันท่วงที ไม่เพียงแต่สมองที่ทำให้เกิดลักษณะของอาการชักกระตุกเท่านั้น แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือ เซลล์ในร่างกายต่างๆซึ่งปกติใช้อุณหภูมิในการที่จะคงระดับเซลล์ ก็จะสูญเสียไปด้วย ยกตัวอย่างเช่น ระบบการหายใจล้มเหลว หายใจถี่ขึ้นและล้มเหลวในที่สุด บางรายอาจต้องนอนห้อง ICU ใส่เครื่องช่วยหายใจ หากเป็นผู้ป่วยโรคไตอาจทำให้เกิดไตวายได้ ผู้ป่วยฮีทสโตรกเป็นภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง ต้องระวังเป็นอย่างมาก ทำให้อัตราการเสียชีวิต และหากไม่ได้รับการรักษา เพราะมีผลกระทบต่ออวัยวะทุกส่วน เราป้องกันโรคลมแดดได้อย่างไรบ้าง เมื่อเรารู้ว่าปัจจัยเสี่ยงต่อโรคลมแดด เกิดจากการที่เราไปสัมผัสอากาศร้อนมากและนานเกินไป ต้องหลีกเลี่ยงตรงบริเวณนั้น บุคคลที่มีความเสี่ยงคือเด็กและผู้สูงวัย ที่ได้รับยาบางชนิดต้องระมัดระวังเป็นพิเศษพยายามอยู่ในที่มีการระเหยหรือว่าลดความร้อนได้ เช่น ใส่เสื้อผ้าหลวมๆ ไม่อึกอัดจนเกินไป อยู่ใกล้แหล่งน้ำ คือสามารถที่จะหยิบน้ำขึ้นมาดื่มได้ จะช่วยลดโอกาสการเกิดโรคลมแดดได้ หรือ วันหนึ่งควรดื่มน้ำให้เพียงพออย่างน้อย 1 ลิตรต่อวัน คือให้ได้ 8 แก้วต่อวัน หลีกเลี่ยงการถูกแสงแดดโดยตรง ให้สวมหมวก เสื้อ ผ้าระบายความร้อนได้ดี หากเราพบผู้ป่วยโรคลมแดด ควรปฐมพยาบาลเบื้องต้นอย่างไร หลักการโดยง่ายในการรักษาโรคลมแดด คือทำอย่างไรก็ได้ให้อุณหภูมิของร่างกายลดให้ลงเร็วที่สุด ในบางกรณีคนไข้อาจช่วยเหลือตัวเองไม่ดีเท่าที่ควร เพราะอาจมีอาการเวียนศีรษะ หรือบางราย จะมีอาการกล้ามเนื้อเกรง เดินโซเซ เมื่อพบเห็นควรปฐมพยาบาล ดังต่อไปนี้ พาผู้ป่วยเข้าไปอยู่ในที่ร่มก่อนให้ระบายอากาศอย่างรวดเร็ว เช่นปลดกระดุมเสื้อ หากเสื้อผ้าหนาให้ถอดออกเพื่อระบายอุณหภูมิในร่างกายหากผู้ป่วยยังมีสติให้ดื่มน้ำเย็น ในกรณีหมดสติหลีกเลี่ยงการป้อนน้ำเพราะจะทำให้คนไข้เกิดอาการสำลัก นอกจากนี้ให้นำผ้าเย็นประคบตามซอกต่างๆของร่างกายผู้ป่วย เพื่อให้ความร้อนระเหยไปตามผ้า หลังจากนั้นนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด ข่าว : งานประชาสัมพันธ์ คณะแพทยศาสตร์ มช. ขอบคุณข้อมูลดีๆ https://www.chiangmainews.co.th/health/2920945/
วิกฤตฝุ่น PM 2.5 กลับมาแล้ว! เตรียมตัวรับมืออย่างไร
วิกฤตฝุ่น PM 2.5 กลับมาแล้ว! เตรียมตัวรับมืออย่างไร ไม่น่าเชื่อว่าในขณะที่เราต้องล้มลุกคลุกคลานกับการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่เหมือนกับว่ากำลังบรรเทาลงไป แต่ใครจะนึกว่าปัญหาฝุ่นควันพิษ PM 2.5 นั้นย้อนกลับมาหาเราคนไทยอีกครั้ง และเหมือนคราวนี้จะดูเป็นวิกฤติการณ์ที่รุนแรงกว่าในปี 2564 ที่ผ่านมา ตื่นเช้ามาเราจะมองเห็นฝุ่นฟุ้งกระจายอย่างหนักไปทั่วกรุงเทพฯ และทั่วประเทศ ฝุ่นพิษ PM 2.5 ไม่ได้หายไปไหน มาคราวนี้สร้างมลภาวะให้กับเราคนไทยกันตั้งแต่ต้นปี Central Inspirer จึงอยากให้ทุกคนระวังกว่าเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ทำไม PM 2.5 ถึงกลับมาในช่วงนี้ คุณรู้สึกสงสัยมั้ยว่าทำไมปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5 มักเกิดขึ้นในช่วงฤดูหนาว ทำไมช่วงนี้ของปีเราจึงต้องประสบกับปัญหามลภาวะทางอากาศนี้ แล้วดูจะมีความรุนแรงกว่าหลายปีที่ผ่านมา ตามปกติในช่วงฤดูหนาว เมื่อความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นแผ่ลงมาปกคลุม อุณหภูมิของพื้นดินจะเย็นลงตามไปด้วย ทำให้พื้นดินเกิดการคายความร้อนอย่างรวดเร็วกว่าปกติ ความร้อนที่ถูกคายออกมานั้นจะถูกกักอยู่ระหว่างมวลอากาศเย็นและพื้นดินที่เย็น หรือที่เรียกกันว่า ‘อากาศปิด’ ซึ่งฝุ่นละอองในอากาศก็จะถูกกักอยู่ในนั้นด้วยและไหลย้อนกลับสู่พื้นดิน โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเมืองที่มีฝุ่นละอองในอากาศเป็นจำนวนมากอยู่แล้ว และมีตึกสูงรายล้อม อากาศปิดจึงส่งผลต่อสุขภาพของผู้คนในเมืองได้ง่าย ปีนี้ยิ่งรุนแรงกว่าทำให้เราต้องระมัดระวังและดูแลตัวเองมากกว่าเคย ฝุ่นพิษ PM 2.5 ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างร้ายแรง โดยเฉพาะกับคนที่มีโรคประจำตัว สามารถก่อให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจ และโรคปอดต่างๆ ทําให้การทํางานของปอดเสื่อมประสิทธิภาพลง หลอดลมอักเสบ มีอาการหอบหืด โรคภูมิแพ้ รวมทั้งอาจเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งปอด โรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดในสมอง และโถุงลมโป่งพองได้อีกด้วย ล่าสุด! ค่าฝุ่น PM 2.5 ในกรุงเทพฯ ครองอันดับ 7 ของโลก จากข้อมูลของ IQAir หรือ หน่วยงานด้านเทคโนโลยีคุณภาพอากาศของสวิตเซอร์แลนด์ ผู้เชี่ยวชาญในการป้องกันมลพิษในอากาศ และผู้กำหนดดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) หรือการวัดความเข้มข้นของมลพิษทางอากาศในมลพิษทางอากาศโดยรอบและความเสี่ยงต่อสุขภาพที่เกี่ยวข้องได้อัพเดทสภาพอากาศและสถานการณ์ PM 2.5 พบว่ากรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีมลพิษทางอากาศสูงเป็นอันดับ 7 ของโลก ดัชนีคุณภาพอากาศอยู่ที่ 183 AQI ในขณะที่ จ.เชียงใหม่ รั้งอันดับ 13 ของโลก ดัชนีคุณภาพอากาศของสถานีตรวจวัดของกรุงเทพมหานคร พบว่าส่วนใหญ่อยู่ในระดับคุณภาพอากาศเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ และคาดว่าอัตราการระบายอากาศในช่วงนี้จะไม่ดีขึ้น เนื่องจากเพดานอากาศต่ำ เกิดสภาวะอากาศปิดอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดการสะสมของฝุ่นละออง PM 2.5 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ด้วยสาเหตุนี้ รัฐบาลจึงแนะนำให้ประชาชนวางแผนการทำงาน การทำกิจกรรมโดยเฉพาะในพื้นที่ที่คุณภาพอากาศอยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ/มีผลกระทบต่อสุขภาพ ควรลดระยะเวลา หรืองดการทำกิจกรรมกลางแจ้ง ไอเทมที่ขาดไม่ได้เพื่อให้ปอดของคุณไม่ถูกทำลายจากฝุ่นพิษ PM 2.5 1. หน้ากากอนามัยมาตรฐาน N95 ไอเทมที่สำคัญที่สุด และขาดไม่ได้ในขณะนี้คือ หน้ากากอนามัย เพราะเป็นด่านแรกที่ช่วยป้องกันเราจากฝุ่นพิษ PM 2.5 และมลภาวะทางอากาศอื่นๆ โดยหน้ากากกันฝุ่นนั้น ควรเลือกเป็นหน้ากากประเภท N95 เพราะสามารถกรองฝุ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถป้องกันฝุ่นพิษได้สูงกว่าหน้ากากอนามัยโดยทั่วไป โดยสามารถกรองฝุ่นละอองขนาดเล็กมากถึงขนาด 0.3 ไมโครเมตร ได้มากกว่า 95 เปอร์เซ็นต์ ควรเลือกซื้อหน้ากากที่มีขนาดเหมาะสมกับรูปหน้ามากที่สุด มีไอเท็มหน้ากากอนามัยที่อยากแนะนำดังนี้ 2. เครื่องฟอกอากาศ เครื่องฟอกอากาศ หรือ Air Purifier ที่สามารถรับมือกับ PM 2.5 ได้ควรเป็นเครื่องกรองอากาศที่มีแผ่นกรองอากาศที่มีประสิทธิภาพในการช่วยกรองฝุ่นขนาดเล็กมากๆ เช่น ฝุ่นขนาด 2.5 ไมครอน หรือฝุ่น PM2.5 โดยแผ่นกรองอากาศ หรือแผ่นฟิวเตอร์ HEPA Filter (High Efficiency Particulate Air) ซึ่งผลิตมาจากเส้นใยไฟเบอร์กลาส เป็นแผ่นกรองที่นิยมใช้ในกันในเครื่องฟอกอากาศหลากหลายแบรนด์ เพราะสามารถช่วยกรองฝุ่นละอองขนาดเล็กได้ดีที่สุด ดังนั้น ในช่วงที่ฝุ่น PM 2.5 กำลังคุมคามชีวิตของเราอยู่ในขณะนี้ ทุกบ้านควรมีเครื่องฟอกอากาศที่มีประสิทธิภาพในการกรางฝุ่นพิษ PM 2.5 ใช้ที่บ้าน รวมทั้งเครื่องฟอกอากาศมีแบบพกพาที่ไม่ว่าจะออกไปไหน เราสามารถฟอกอากาศให้เราหายใจเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าสู่ปอดได้ดีขี้น ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก https://www.central.co.th/e-shopping/pm-2-5-is-back-we-have-to-be-more-careful
เคล็ดลับน่ารู้ ดื่มกาแฟอย่างไร ไม่ให้ฟันเหลือง
กาแฟทำฟันเหลือง! เปิดเคล็ดลับดื่มอย่างไร ไม่ให้ทิ้งคราบสิ่งหนึ่งที่คนทำงานส่วนใหญ่มักขาดไม่ได้ในทุก ๆ เช้า คือ “กาแฟ” แต่ดื่มทีไรคราบกาแฟก็ตามมาด้วยทุกที จนหลายคนมักตั้งคำถามเสมอว่าแล้วจะมีวิธีที่จะช่วยรักษารอยยิ้มของเราให้ขาว ไม่เป็นคราบเหลืองได้หรือไม่ โชคดีที่ปัญหานี้ มีเคล็ดลับมากมายที่จะช่วยรักษาฟันของเราให้กลับมาขาวได้ดังนี้ ตัวการร้ายทำฟันเหลือง ความจริงแล้วสาเหตุที่มักทำให้ฟันของเราเป็นคราบ คือ พฤติกรรมการรับประทานอาหารและการใช้ชีวิต เพราะเศษอาหารและเครื่องดื่มที่ทำให้เกิดสีต่าง ๆ เช่น กาแฟ ชา ไวน์ ซอส และของหวาน มีฤทธิ์เป็นกรด จะเกาะติดและเคลือบชั้นนอกสุดของฟันเอาไว้ เป็นสาเหตุที่ทำให้สีฟันของเราเปลี่ยนไปนั่นเอง นอกจากนี้คราบบนฟัน ก็อาจเป็นผลพวงมาจากอายุได้เหมือนกัน เพราะสารเคลือบฟันของเราจะบางลง ไปพร้อม ๆ กับเนื้อฟันที่จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองไปตามธรรมชาติเมื่อเวลาผ่านไป ซึ่งการที่สารเคลือบฟันของเราบางลงนี้ ยิ่งทำให้เนื้อฟันที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองนั้น แสดงออกมาให้เห็นเด่นชัดมากยิ่งขึ้น กาแฟ" สาเหตุของฟันเป็นคราบที่พบบ่อย “กาแฟ” เป็นต้นเหตุที่พบได้บ่อยว่าทำให้ฟันเป็นคราบเหลือง แต่ไวน์แดง โซดา ชา น้ำผลไม้ และเครื่องดื่มชูกำลังเองก็ทิ้งคะแนนห่างจากกาแฟไม่ไกล นอกจากนี้บุหรี่ ขนมหวาน ลูกกวาด และซอสมีสีต่าง ๆ เช่น ซีอิ๊ว เองก็เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ฟันเปลี่ยนสี " การกินอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล ทำให้สารเคลือบฟันกร่อน เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดฟันผุ และฟันเหลืองได้ในที่สุด " หลอด-การแปรงฟันหลังอาหาร ช่วยปกป้องฟัน มีการตั้งคำถามว่าการดื่มโดยใช้หลอดจะช่วยปกป้องฟันของเราได้หรือไม่ คำตอบคือ ใช่ เพราะการดื่มโดยใช้หลอดช่วยลดปริมาณการสัมผัสระหว่างเครื่องดื่มและพื้นผิวด้านนอกของฟัน ซึ่งจะลดการเกิดคราบสีเหลืองบนฟันที่อาจเกิดขึ้นได้ แนะนำว่าลองพกหลอกแบบใช้ซ้ำ ก็เป็นอีกทางแก้ที่ดีไม่น้อย หรือหากใครไม่อยากพกหลอด ก็สามารถจิบน้ำเปล่าระหว่างหรือหลังการดื่มเครื่องดื่มต่าง ๆ ได้ น้ำจะช่วยชะล้างคราบหรือกรดที่อยู่บนฟันออก ส่วนการแปรงฟันหลังอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มนั้น คำตอบของทันตแพทย์แตกต่างกันเล็กน้อย บางคนแนะนำว่าการรอแปรงฟันหลังอาหาร 1-2 ชั่วโมงจะไม่ได้ผลดีเท่าการแปรงฟันในทันที ขณะที่อีกเสียงแนะนำว่า ควรรอแปรงฟันหลังอาหารอย่างน้อย 30 นาที หรือนานกว่านั้น เพราะจะสามารถแปรงคราบที่ฝังลึกเข้าไปในโครงสร้างฟันได้ แต่วิธีนี้ต้องจิบน้ำหรือบ้วนปากด้วยน้ำเปล่าหลังอาหารทันทีด้วย อย่างไรก็ตามทันตแพทย์ต่างเห็นพ้องต้องกันว่า คราบต่างๆ จะลดลงได้ดีที่สุด โดยการแปรงฟัน การใช้ไหมขัดฟัน การจิบน้ำหรือบ้วนปากด้วยน้ำเปล่า และการไปพบทันตแพทย์อย่างสม่ำเสมอปีละ 2 ครั้ง ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์-เบกกิ้งซา ทำให้ฟันขาว? ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (Hydrogen Peroxide) และเบกกิ้งโซดา (Baking Soda) สามารถช่วยฟอกสีฟันได้ก็จริง แต่ไม่แนะนำให้ใช้แทนยาสีฟัน เพราะทั้งสองอย่างนั้นเข้มข้นมาก และมีฤทธิ์กัดกร่อน อาจส่งผลให้สารเคลือบฟันยิ่งบางลงได้ ดังนั้นแนะนำว่าให้นำไปเจือจางด้วยน้ำเปล่าก่อนจะใช้ และควรใช้เพียง 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์เท่านั้น หมดปัญหาฟันเหลืองแบบเร่งด่วน ด้วยการฟอกฟันขาวแบบ Zoom วิธีการฟอกสีฟันที่ดีและรวดเร็วที่สุด คือการให้ทันตแพทย์ฟอกสีฟันให้ ซึ่งจะใช้เวลาทำประมาณ 1 ชั่วโมงเท่านั้น ก็เห็นผลทันที โดยสามารถทำได้ทุก ๆ 1-2 ปี ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้ชีวิต หลายคนอาจกลัวเกี่ยวกับอาการปวดฟันหลังฟอกสีฟัน ทันแพทย์บอกว่า ปัจจุบันมีการฟอกสีฟันขาว ที่เรียกว่า “Zoom Advanced Power” เป็นการฟอกสีฟันโดยการยิงเลเซอร์เข้าที่เจลฟอกสีฟันที่เคลือบฟันไว้ เจลฟอกสีฟันนี้มีฤทธิ์อ่อนโยนช่วยขจัดสีฟันทำให้ผิวฟันที่เป็นคราบเหลือง ๆ จางลง และยังมีการจัดวาง Light Guide นำแสงเข้าช่องปากของผู้รับการฟอกอย่างสะดวกสบาย ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นอาจทำให้เสียวฟัน แต่ไม่เกิน 1 วันก็หาย และยืนยันว่าปลอดภัย ไม่มีอันตรายต่อฟัน แถมยังทำให้ฟันขาวยาวนานอย่างเป็นธรรมชาติ วิธีดูแลฟันหลังฟอกสี ไม่ให้กลับมาเหลือง อย่างไรก็ตามฟอกฟันแล้ว หากยังไม่ปรับพฤติกรรม สิ่งเดิมๆเหล่านี้อาจกลับมาทำร้ายฟันของเราได้ใหม่ ดังนั้นควรดูแลฟัน ดังนี้ ทำความสะอาดช่องปากอย่างถูกวิธี โดยการแปรงฟัน ใช้ไหมขัดฟัน บ้วนปากเป็นประจำ หลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่ทำให้เกิดสี มีฤทธิ์เป็นกรด ที่จะทำให้เกิดคราบบนฟัน เช่น ชา กาแฟ ไวน์ ซอส ของหวาน และหากจำเป็นต้องดื่มเครื่องดื่มดังกล่าว ควรใช้หลอดดูดแทนการดื่มจากแก้ว งดการสูบบุหรี่ หมั่นตรวจสุขภาพฟันกับทันตแพทย์เป็นประจำ ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก https://www.pptvhd36.com/health/food/2108
7 วิธี ฉลองปีใหม่อย่างปลอดภัยมากขึ้นระหว่างไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ระบาด
การระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ทำให้การฉลองเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ในหลายประเทศเปลี่ยนไป ประเทศไทยก็หนีไม่พ้นหลังเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดขึ้นอีกระลอกที่ จ.สมุทรสาคร และอีกหลายจังหวัด สำหรับหลายคน วิธีที่จะทำให้มั่นใจได้ว่าเราจะไม่ทำให้คนที่เรารักล้มป่วยคือการไม่ไปฉลองปีใหม่ด้วยกันในปีนี้ และองค์การอนามัยโลกก็ออกมาแนะนำให้คนหันมาพึ่งเทคโนโลยีในการติดต่อกันทางไกลแทน แต่สำหรับบางคนตัดสินใจจะเดินทางไปหาคนในครอบครัวที่พวกเขาไม่ได้อาศัยอยู่ด้วย นี่คือ 7 วิธี ที่จะช่วยลดความเสี่ยงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ 1.น้อยและสั้นลง หากจัดงานปีใหม่ พยายามลดจำนวนแขก และจำนวนครอบครัวที่จะมาพบปะกันให้ได้น้อยที่สุด และยิ่งใช้เวลาอยู่ด้วยกันน้อยลงเท่าไร โอกาสที่เชื้อจะแพร่ระบาดก็จะน้อยลงเท่านั้น ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าคนสูงอายุ และคนที่มีโรคประจำตัวเช่น โรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และอาการเกี่ยวกับปอด ไม่ควรจะไปร่วมงานพบปะที่มีคนเยอะ 2.อากาศถ่ายเท แม้แต่ลมที่พัดเบา ๆ ก็สามารถช่วยระบายละอองฝอยที่มีเชื้อไวรัสอยู่ได้ ดังนั้นในสวน ชานบ้าน หรือระเบียง จึงเป็นที่ที่เหมาะที่สุดสำหรับจัดงาน ถ้ารวมตัวกันในอะพาร์ทเมนต์ ก็ควรเปิดหน้าต่างให้โปร่ง วิธีหนึ่งที่ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ของสหรัฐฯ แนะนำคือ นำพัดลมไปวางหันออกนอกหน้าต่างให้ทำหน้าที่คอยระบายอากาศในห้องออกไปข้างนอก 3.หน้ากากและระยะห่าง ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา ยกเว้นตอนกินอาหารและดื่มน้ำ เนื่องจากโควิด-19 แพร่ระบาดด้วยละอองฝอยเวลาเราไอ หัวเราะ หรือพูด และควรจะลดระดับเสียงเพลงด้วย คนจะได้ไม่ต้องตะโกนเวลาคุยกัน นอกจากนี้ สำหรับคนที่ไม่ได้อาศัยอยู่บ้านหลังเดียวกัน ต้องไม่ลืมที่จะรักษาระยะห่างตลอดเวลา 4.ผลัดกันกิน ตอนทานอาหารเป็นช่วงเสี่ยงเพราะทุกคนจะมานั่งใกล้กันและถอดหน้ากากอนามัยออก ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ผลัดกันกินทีละครัวเรือนไป และหากมีโต๊ะที่สามารถจัดให้นั่งแยกกันได้ ก็ควรจะนำออกมาใช้ในโอกาสนี้ เราควรคิดซะว่าคนที่ไม่ได้ใส่หน้ากากอนามัยอาจเป็นคนที่ติดเชื้อและสามารถแพร่กระจายเชื้อได้ 5.เลี่ยงเดินทาง ผู้เชี่ยวชาญเห็นตรงกันว่าการเลี่ยงเดินทางเป็นหนทางป้องกันที่ดีที่สุด แต่หากจำเป็น การเดินทางโดยรถยนต์เป็นทางเลือกที่ดีกว่าการใช้รถขนส่งสาธารณะที่คุณต้องเจอกับคนเยอะ ๆ 6.อยู่บ้าน ถ้ามีอาการ หากคุณไม่ได้กักตัวก่อนจะไปร่วมงานปีใหม่ อาจจะไปลองตรวจหาเชื้อไม่กี่วันก่อนที่จะไปงานเลี้ยง ลองสังเกตตัวเองดี ๆ ว่าคุณมีอาการของโรคโควิด-19 หรือไม่ แม้แต่การไอหรือน้ำมูกไหลนิดหน่อยก็อาจจะเป็นสัญญาณว่าคุณติดเชื้อได้ 7.การ์ดอย่าตก หลังจากไม่ได้เจอกันมาหลายเดือน เป็นธรรมดาที่คนเราก็อยากจะผ่อนคลาย มีความสุข อยู่ใกล้ชิดกันเมื่อได้เจอกัน แต่ไม่ควรประมาท การ์ดต้องไม่ตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาเราดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไปด้วย ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.bbc.com/thai/international-55398744
6 วิธีเตรียมตัวเพื่อเข้าสู่ฤดูหนาว
“กรมอุตุนิยมวิทยา” ประกาศประเทศไทยเข้าสู่หน้าหนาวอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค.2565เป็นต้นไป เนชั่นออนไลน์มี 6 วิธีเตรียมรับการเข้าสู่ฤดูหนาวมาฝาก 1. สวมใส่เสื้อผ้าที่เหมาะสมกับสภาพอากาศ ควรเลือกสวมเสื้อผ้าที่ไม่บางเกินไป สามารถถ่ายเทอากาศได้ดี และสามารถป้องกันความเย็นได้ 2. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เลือกรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และเน้นอาหารที่มีธาตุเหล็ก เช่น เนื้อสัตว์ เต้าหู้ ไข่ และธัญพืชเพราะธาตุเหล็กจะช่วยป้องกันโรคหวัดและเพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกายได้ 3.บำรุงผิวให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ การทาโลชั่นหรือครีมบำรุงผิว จะช่วยป้องกันผิวไม่ให้แห้ง แตก ลอก ในฤดูหนาวได้เป็นอย่างดี และควรทาลิปบาล์มที่ริมฝีปากด้วย จะช่วยทำให้ปากชุ่มชื้น ไม่แตกได้ 4.การดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสม ควรดื่มน้ำที่อุณหภูมิห้อง หรือน้ำอุ่น จะช่วยให้ผิวพรรณมีความชุ่มฉ่ำไม่แห้งตามสภาพอากาศแล้ว ยังช่วยเรื่องระบบขับถ่ายต่างๆ อีกด้วย 5. รับประทานวิตามินเสริม สำหรับผู้ที่มีร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงเมื่อเจอกับอากาศหนาว อาจจะทำให้ร่างกายเจ็บป่วยได้ จึงควรป้องกันด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์พร้อมๆ ไปกับการรับประทานวิตามิน เพื่อเป็นการเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย เช่น วิตามินซี วิตามินเอ วิตามินอี เพราะวิตามินเหล่านี้สามารถช่วยให้ห่างไกลจากการเป็นหวัดได้ 6.พักผ่อนให้เพียงพอ ควรนอนหลับให้ได้อย่างน้อยวันละ 7-8 ชั่วโมง ซึ่งการนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอนั้นมีผลต่อสุขภาพร่างกายเป็นอย่างมาก เพราะเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายได้พักและซ่อมแซมส่วนต่างๆ ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก https://www.nationtv.tv/news/378849291
การดูแลรถหลังลุยน้ำท่วม ต้องทำอย่างไรบ้าง ?
คงไม่มีใครอยากประสบพบเจอกับเหตุการณ์ที่รถยนต์ต้องลุยน้ำท่วมขังสูง ตลอดจนเจอกับเหตุการณ์น้ำ ท่วม รถ เมื่อเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ขึ้นจะต้องมีวิธีการดูแลรถที่พิเศษกว่าปกติ ทั้งหมดก็เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะตามมาเมื่อเวลารถต้องลุยน้ำท่วมนั้นเอง ก่อนที่คุณจะขับรถยนต์เพื่อลุยน้ำที่ท่วมขังนั้น ให้ประเมินความสูงของน้ำที่ท่วมขังให้ดีเสียก่อน ว่าน้ำที่ท่วมอยู่ในระดับที่รถยนต์ของคุณสามารถขับผ่านไปได้รึไม่ สุ่มเสี่ยงที่จะมีปัญหารึเปล่า หากขับรถยนต์ลุยผ่านไป ระดับน้ำที่ท่วมขังอยู่ต่ำกว่าครึ่งล้อรถยนต์แล้ว แทบไม่ต้องสนใจดูแลอะไรเลยก็ว่าได้ เนื่องจากระดับนั้นไม่ได้สูงที่เพียงพอโดยชิ้นส่วนต่าง ๆ ของรถยนต์นั้นเอง แต่ถ้าน้ำท่วมขังที่ต้องลุยผ่านไปสูงเกินกว่าครึ่งล้อรถยนต์แล้วล่ะ อาจต้องมีการดูแลรถหลังน้ำท่วม การดูแลรถหลังลุยน้ำท่วม ไม่ใช่ว่าหลังขับลุยเสร็จต้องดูแลเลย อย่างแรกต้องเข้าใจเสียก่อนว่าอุปกรณ์ชิ้นส่วนของรถยนต์มันไม่ได้เปราะบางขนาดที่ต้องเสียหายหรือเสื่อมสภาพหลังจากการลุยน้ำแต่อย่างใด เท่ากับว่าคุณสามารถขับขี่ใช้งานไปจนหมดฤดูฝนก็ได้ หลังจากหมดฤดูฝนค่อยไปร้านช่วงล่างเพื่อดูแลชิ้นส่วนต่าง ๆ นั้นเอง หากน้ำท่วมขังที่ลุยมีความสูงแค่ถึงใต้ท้องรถยนต์ วิธีดูดูแลรถหลังจากการลุยน้ำในระดับนี้จะเป็นส่วนช่วงล่างทั้งหมด โดยจะเป็นจุดที่สามารถเคลื่อนไหวได้นั้นเอง เนื่องจากตรงบริเวณที่เคลื่อนไหวได้จะมีการใช้จาระบีเป็นตัวเคลือบไว้อยู่แล้ว ซึ่งคุณต้องไปอัดจาระบีใหม่ตามจุดต่าง ๆ เพียงเท่านั้นเอง สำหรับการลุยน้ำในระดับใต้ท้องรถยนต์ แต่หากเป็นการลุยน้ำท่วมที่สูงกว่าใต้ท้องรถยนต์ขึ้นไปแล้วล่ะก็ อาจต้องมีการดูแลรถยนต์ที่มากกว่าปกติอยู่พอสมควรก็ว่าได้ เนื่องจากระดับน้ำที่ท่วมสูงนั้นเอง 1. เช็กน้ำมันเครื่องยนต์ 2. ระบบไฟส่องสว่างต่าง ๆ ของรถยนต์ อาจต้องมีการตรวจสอบว่ายังใช้ได้อยู่ปกติรึไม่ เนื่องจากน้ำที่ท่วมขังสูงมีโอกาสที่น้ำจะเข้าไปนั้นเอง ซึ่งการที่ระบบไฟส่องสว่างไม่ติด คุณสามารถแก้ไขได้ด้วยตัวเองแบบง่าย ๆ ด้วยการหาซื้อสเปรย์ไล่ความชื้นรถยนต์มาฉีดตรงขั้วต่อต่าง ๆ ตามสายไฟเท่านั้นเอง 3. หากน้ำเข้ามาในห้องโดยสาร น่าจะเป็นเรื่องที่วุ่นวายสำหรับคุณไม่น้อยก็ว่าได้ เมื่อห้องโดยสารมีน้ำเข้ามาได้ อย่างแรกต้องหาจุดที่น้ำเข้ามาให้เจอว่ามาจากไหน เพื่อจะได้ทำการแก้ไขตรงจุดนั้น ยกตัวอย่างเช่น ยางขอบประตูที่เสื่อมสภาพจนน้ำไหลเข้ามาได้ การแก้ไขก็คือ ต้องเปลี่ยนยางขอบประตูใหม่นั้นเอง 4. เมื่อน้ำ เข้า รถ พรม เปียก ถือว่าไม่ส่งผลใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ก็ว่าได้ แต่จะเป็นเรื่องกลิ่นอับที่เกิดขึ้นจากพรมที่เปียกเสียมากกว่า ที่จะส่งให้รถยนต์ไม่น่าใช้งาน ตลอดจนหากปล่อยทิ้งไว้อาจเกิดสนิมที่พื้นห้องโดยสารรถยนต์ก็ว่าได้ การที่น้ำ เข้า รถ พรม เปียกก็เกี่ยวข้องกับห้องโดยสารมีจุดที่น้ำไหลเข้ามานั้นเอง ซึ่งต้องแก้ไขที่ต้นเหตุ 5. เมื่อพรมรถยนต์เปียก ต้องทำยังไง ? เชื่อว่าไม่มีใครปล่อยไว้แน่ ๆ หากพรมรถยนต์ของคุณเปียกแบบทั่วคันแล้วล่ะก็ ขอแนะนำให้ไปร้านคาร์แคร์เพื่อจบปัญหานี้ซะ เนื่องจากเป็นงานที่ใหญ่พอสมควร จำเป็นต้องรื้อพรมออกมาซักทำความสะอาด และติดตั้งกลับไปใหม่ก็ว่าได้ แต่ถ้าพรมรถยนต์เปียกเล็ก ๆ น้อย ๆ สามารถนำรถยนต์ไปจอดตากแดดก็ช่วยทำให้พรมแห้งได้เหมือนกัน ส่วนกลิ่นที่อับชื้นก็จะลดลงไปด้วย และสามารถหาน้ำหอมรถยนต์มาช่วยดับกลิ่นเพิ่มเติม แต่ถ้าน้ำ ท่วม รถยนต์แบบทั้งคัน ต้องประเมินระยะเวลาการที่รถยนต์ถูกแช่น้ำไว้นานแค่ไหน หากเป็นระยะเวลาสั้น ๆ ก็สามารถนำกลับไปซ่อมให้ใช้ได้แบบไม่มีปัญหา แต่ถ้ารถยนต์คันนั้นน้ำท่วมมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว ขอแนะนำว่าให้ตัดใจขายซากไปดีกว่า ไม่มีความคุ้มค่าในการซ่อมแซมเพื่อใช้งานใหม่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ที่ต้องเปลี่ยนใหม่ ตลอดจนตัวถัง ช่วงล่าง และโครงสร้างแชสชี จะผุเป็นสนิมจากการแช่น้ำนั้นเอง ข้อมูลดีๆจาก https://khaotoyota.com/
เกร็ดความรู้เรื่อง 5 โรคภัยอันตรายที่มาพร้อมหน้าฝน
ในช่วงที่สภาพอากาศมีการเปลี่ยนแปลง เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้โรคติดต่อสามารถ แพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว ยิ่งในช่วงหน้าฝน ยิ่งต้องระมัดระวังกันเป็นพิเศษ ดังนั้นอย่าลืมดูแลสุขภาพของตนเองด้วยการตรวจสุขภาพหรือเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคต่าง ๆ พร้อมทั้งออกกำลังกาย และเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพียงเท่านี้คุณก็จะมีสุขภาพดีได้ง่าย ๆ