-
สาระน่ารู้
หน้าแรก
สาระน่ารู้
พบข้อมูลจำนวน 122 รายการ แสดงผลอยู่ที่ 3/11 หน้า
จัดซื้อจัดจ้าง
-
ประกาศผู้ชนะ ซื้อเครื่องสำรองไฟฟ้า ขนาด ๘๐๐ VA จำนวน ๓ เครื่อง
-
ประกาศผู้ชะน จ้างก่อสร้างโครงการปรับปรุงถนนโดยรอบสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดระยอง แห่งที่ ๒ ตำบลทับมา อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง
-
ประกาศประกวดราคาซื้อกล้องโทรทัศน์วงจรปิดและอุปกรณ์พร้อมติดตั้งภายในอาคารเรียนโรงเรียนมัธยมตากสินระยอง ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding)
-
ประกาศผู้ชนะการเสนอราคาจัดซื้้อเครื่องทำน้ำร้อน - น้ำเย็น พร้อมถังน้ำ จำนวน ๑ เครื่อง
-
ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา จ้างเหมาจัดทำวิดีทัศน์
ค้นหาข้อมูลในเว็บไซต์
ปฎิทินกิจกรรม
ท่านคิดว่า อบจ.ระยอง ควรเน้นหนักแก้ไขปัญหาในเรื่องใดเป็นอันดับแรก
- ปรับปรุงระบบสาธารณูปโภค โหวต
- แก้ไขปัญหายาเสพติด โหวต
- แก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม โหวต
- แก้ไขปัญหาน้ำท่วม โหวต
- ราคาผลผลิตภาคการเกษตร โหวต
สถิติผู้เข้าชมเว็บไซต์
- กำลังใช้งาน 216 คน
- ผู้เข้าชมวันนี้ 271 คน
- ผู้เข้าชมทั้งหมด 20,517,911 คน
แปลภาษา

รู้ทัน รู้ป้องกัน ฮีทสโตรก หรือโรคลมแดด
โดย อ.นพ.สุรัตน์ ตันประเวช หัวหน้าหน่วยประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ ในชีวิตประจำวันเราย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเจอแสงแดด โดยเฉพาะอากาศที่ร้อนจัด ย่อมส่งผลต่อการปรับสภาพของร่างกาย ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคฮีทสโตรก หรือโรคลมแดด ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือการดูแลและปกป้องร่างกาย หากอยู่ในสภาวะฮีทสโตรก หรือโรคลมแดด โรคฮีทสโตรก หรือ โรคลมแดดเกิดจากอะไร เกิดจากอุณหภูมิของร่างกายเราสูงมากจนเกินไป ไม่สามารถที่จะขับอุณหภูมิออกได้ แล้วมีลักษณะอาการเหมือนจะเป็นลม คือมีอาการวิงเวียนเป็นหลัก สาเหตุเนื่องจากร่างกายเราถูกแสงแดดมากเกินไป หรืออยู่ในที่อากาศร้อนอบอ้าว ร่างกายไม่สามารถที่จะถ่ายเทอากาศออกได้ และทำให้ความร้อนในร่างกายไม่สามารถที่จะระเหยออกไปได้ เมื่อร่างกายมีอุณหภูมิที่สูงมากจนเกินไป โดยอาจจะเกิดจากสถานที่ร้อน หรือออกกำลังกายมากเกินไป ทำให้กล้ามเนื้อสร้างความร้อนมาก ก็อาจทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ร่างกายรับไม่ไหว จึงเกิดปฏิกิริยาการตอบสนอง การหายใจล้มเหลวได้ สัญญาณเตือนการเป็นโรคลมแดด ผู้ป่วยมีอาการกระหายน้ำมาก ร่างกายเราจะขาดน้ำเพราะอุณหภูมิสูงเกินไป มีอาการเวียนศีรษะ มองอะไรแล้ว งงๆ มึนๆ สังเกตเหงื่อของคนไข้ จะแห้ง ผิวแห้ง แล้วมีการระเหยของน้ำหมด ทำให้ระบบประสาททำงานไม่ปกติ บุคคลใดบ้างที่มีความเสี่ยงต่อโรคลมแดด กลุ่มอายุ ได้แก่ เด็กและผู้สูงวัย กลุ่มที่มีโรคประจำตัวกลุ่มความดันโลหิตสูงที่รับประทานยาบางชนิด เช่นยาขับน้ำปัสสาวะ บางรายที่มีความดันโลหิตสูงจะต้องกินยาลดความดันหลายตัว บางรายกินยาลดความดันที่เป็นยาขับปัสสาวะร่วมด้วย ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคลมแดดมากขึ้นเพราะว่าน้ำไม่เพียงพอ กลุ่มที่ออกกำลังกาย บางรายที่ออกกำลังกายมากเกินไป และอยู่ในที่โล่งแจ้งถูกแสงแดด กลุ่มที่เป็นนักกีฬา มักจะออกกำลังกาย ในพื้นที่ปลอดอากาศ ไม่มีที่ระบายของอากาศ และอุณหภูมิไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ทำให้มีความเสี่ยงต่อโรคลมแดดได้มากขึ้น อุณหภูมิในร่างกายที่สูงขึ้น ต้องอยู่ในระยะเวลากี่นาทีในร่างกาย ที่อาจทำให้เกิดโรคลมแดดได้ โดยปกติร่างกายเรา จะมีระบบสมองที่คอยควบคุมให้ร่ายกายของเราไม่ให้มีอุณหภูมิที่สูงมากจนเกินไป ซึ่งร่างกายปกติจุอยู่ในปริมาณ 37.5 องศา ถึงแม้ว่าอุณหภูมิภายนอก จะหนาวมากหรือร้อนมากก็ตาม สมองเราจะสั่งร่างกายทันที ให้มีการปรับอุณหภูมิให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม ให้เหมาะกับตัวเรา หากร่างกายปรับได้ไม่ทัน จะมีอาการทางระบบประสาท ไม่ว่าจะนานเท่าไหร่ก็ตามก็สามารถเกิดฮีทสโตรกได้ เกณฑ์การวินิจฉัย อุณหภูมิเป็นหลัก ไม่ขึ้นกับระยะเวลา ระบบประสาทที่ผิดปกติไป เช่นอาการวิงเวียนศีรษะ และบางคนมีอาการรุนแรง เกิดอาการชักกระตุกกล้ามเนื้อเกร็งเนื่องจากกล้ามเนื้อจะเสียสมดุลเกิดขึ้น แล้วถ้าหากยังไม่ได้รับการรักษา อย่างทันท่วงที ไม่เพียงแต่สมองที่ทำให้เกิดลักษณะของอาการชักกระตุกเท่านั้น แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือ เซลล์ในร่างกายต่างๆซึ่งปกติใช้อุณหภูมิในการที่จะคงระดับเซลล์ ก็จะสูญเสียไปด้วย ยกตัวอย่างเช่น ระบบการหายใจล้มเหลว หายใจถี่ขึ้นและล้มเหลวในที่สุด บางรายอาจต้องนอนห้อง ICU ใส่เครื่องช่วยหายใจ หากเป็นผู้ป่วยโรคไตอาจทำให้เกิดไตวายได้ ผู้ป่วยฮีทสโตรกเป็นภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง ต้องระวังเป็นอย่างมาก ทำให้อัตราการเสียชีวิต และหากไม่ได้รับการรักษา เพราะมีผลกระทบต่ออวัยวะทุกส่วน เราป้องกันโรคลมแดดได้อย่างไรบ้าง เมื่อเรารู้ว่าปัจจัยเสี่ยงต่อโรคลมแดด เกิดจากการที่เราไปสัมผัสอากาศร้อนมากและนานเกินไป ต้องหลีกเลี่ยงตรงบริเวณนั้น บุคคลที่มีความเสี่ยงคือเด็กและผู้สูงวัย ที่ได้รับยาบางชนิดต้องระมัดระวังเป็นพิเศษพยายามอยู่ในที่มีการระเหยหรือว่าลดความร้อนได้ เช่น ใส่เสื้อผ้าหลวมๆ ไม่อึกอัดจนเกินไป อยู่ใกล้แหล่งน้ำ คือสามารถที่จะหยิบน้ำขึ้นมาดื่มได้ จะช่วยลดโอกาสการเกิดโรคลมแดดได้ หรือ วันหนึ่งควรดื่มน้ำให้เพียงพออย่างน้อย 1 ลิตรต่อวัน คือให้ได้ 8 แก้วต่อวัน หลีกเลี่ยงการถูกแสงแดดโดยตรง ให้สวมหมวก เสื้อ ผ้าระบายความร้อนได้ดี หากเราพบผู้ป่วยโรคลมแดด ควรปฐมพยาบาลเบื้องต้นอย่างไร หลักการโดยง่ายในการรักษาโรคลมแดด คือทำอย่างไรก็ได้ให้อุณหภูมิของร่างกายลดให้ลงเร็วที่สุด ในบางกรณีคนไข้อาจช่วยเหลือตัวเองไม่ดีเท่าที่ควร เพราะอาจมีอาการเวียนศีรษะ หรือบางราย จะมีอาการกล้ามเนื้อเกรง เดินโซเซ เมื่อพบเห็นควรปฐมพยาบาล ดังต่อไปนี้ พาผู้ป่วยเข้าไปอยู่ในที่ร่มก่อนให้ระบายอากาศอย่างรวดเร็ว เช่นปลดกระดุมเสื้อ หากเสื้อผ้าหนาให้ถอดออกเพื่อระบายอุณหภูมิในร่างกายหากผู้ป่วยยังมีสติให้ดื่มน้ำเย็น ในกรณีหมดสติหลีกเลี่ยงการป้อนน้ำเพราะจะทำให้คนไข้เกิดอาการสำลัก นอกจากนี้ให้นำผ้าเย็นประคบตามซอกต่างๆของร่างกายผู้ป่วย เพื่อให้ความร้อนระเหยไปตามผ้า หลังจากนั้นนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด ข่าว : งานประชาสัมพันธ์ คณะแพทยศาสตร์ มช. ขอบคุณข้อมูลดีๆ https://www.chiangmainews.co.th/health/2920945/
วิกฤตฝุ่น PM 2.5 กลับมาแล้ว! เตรียมตัวรับมืออย่างไร
วิกฤตฝุ่น PM 2.5 กลับมาแล้ว! เตรียมตัวรับมืออย่างไร ไม่น่าเชื่อว่าในขณะที่เราต้องล้มลุกคลุกคลานกับการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่เหมือนกับว่ากำลังบรรเทาลงไป แต่ใครจะนึกว่าปัญหาฝุ่นควันพิษ PM 2.5 นั้นย้อนกลับมาหาเราคนไทยอีกครั้ง และเหมือนคราวนี้จะดูเป็นวิกฤติการณ์ที่รุนแรงกว่าในปี 2564 ที่ผ่านมา ตื่นเช้ามาเราจะมองเห็นฝุ่นฟุ้งกระจายอย่างหนักไปทั่วกรุงเทพฯ และทั่วประเทศ ฝุ่นพิษ PM 2.5 ไม่ได้หายไปไหน มาคราวนี้สร้างมลภาวะให้กับเราคนไทยกันตั้งแต่ต้นปี Central Inspirer จึงอยากให้ทุกคนระวังกว่าเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ทำไม PM 2.5 ถึงกลับมาในช่วงนี้ คุณรู้สึกสงสัยมั้ยว่าทำไมปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5 มักเกิดขึ้นในช่วงฤดูหนาว ทำไมช่วงนี้ของปีเราจึงต้องประสบกับปัญหามลภาวะทางอากาศนี้ แล้วดูจะมีความรุนแรงกว่าหลายปีที่ผ่านมา ตามปกติในช่วงฤดูหนาว เมื่อความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นแผ่ลงมาปกคลุม อุณหภูมิของพื้นดินจะเย็นลงตามไปด้วย ทำให้พื้นดินเกิดการคายความร้อนอย่างรวดเร็วกว่าปกติ ความร้อนที่ถูกคายออกมานั้นจะถูกกักอยู่ระหว่างมวลอากาศเย็นและพื้นดินที่เย็น หรือที่เรียกกันว่า ‘อากาศปิด’ ซึ่งฝุ่นละอองในอากาศก็จะถูกกักอยู่ในนั้นด้วยและไหลย้อนกลับสู่พื้นดิน โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเมืองที่มีฝุ่นละอองในอากาศเป็นจำนวนมากอยู่แล้ว และมีตึกสูงรายล้อม อากาศปิดจึงส่งผลต่อสุขภาพของผู้คนในเมืองได้ง่าย ปีนี้ยิ่งรุนแรงกว่าทำให้เราต้องระมัดระวังและดูแลตัวเองมากกว่าเคย ฝุ่นพิษ PM 2.5 ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างร้ายแรง โดยเฉพาะกับคนที่มีโรคประจำตัว สามารถก่อให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจ และโรคปอดต่างๆ ทําให้การทํางานของปอดเสื่อมประสิทธิภาพลง หลอดลมอักเสบ มีอาการหอบหืด โรคภูมิแพ้ รวมทั้งอาจเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งปอด โรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดในสมอง และโถุงลมโป่งพองได้อีกด้วย ล่าสุด! ค่าฝุ่น PM 2.5 ในกรุงเทพฯ ครองอันดับ 7 ของโลก จากข้อมูลของ IQAir หรือ หน่วยงานด้านเทคโนโลยีคุณภาพอากาศของสวิตเซอร์แลนด์ ผู้เชี่ยวชาญในการป้องกันมลพิษในอากาศ และผู้กำหนดดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) หรือการวัดความเข้มข้นของมลพิษทางอากาศในมลพิษทางอากาศโดยรอบและความเสี่ยงต่อสุขภาพที่เกี่ยวข้องได้อัพเดทสภาพอากาศและสถานการณ์ PM 2.5 พบว่ากรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีมลพิษทางอากาศสูงเป็นอันดับ 7 ของโลก ดัชนีคุณภาพอากาศอยู่ที่ 183 AQI ในขณะที่ จ.เชียงใหม่ รั้งอันดับ 13 ของโลก ดัชนีคุณภาพอากาศของสถานีตรวจวัดของกรุงเทพมหานคร พบว่าส่วนใหญ่อยู่ในระดับคุณภาพอากาศเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ และคาดว่าอัตราการระบายอากาศในช่วงนี้จะไม่ดีขึ้น เนื่องจากเพดานอากาศต่ำ เกิดสภาวะอากาศปิดอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดการสะสมของฝุ่นละออง PM 2.5 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ด้วยสาเหตุนี้ รัฐบาลจึงแนะนำให้ประชาชนวางแผนการทำงาน การทำกิจกรรมโดยเฉพาะในพื้นที่ที่คุณภาพอากาศอยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ/มีผลกระทบต่อสุขภาพ ควรลดระยะเวลา หรืองดการทำกิจกรรมกลางแจ้ง ไอเทมที่ขาดไม่ได้เพื่อให้ปอดของคุณไม่ถูกทำลายจากฝุ่นพิษ PM 2.5 1. หน้ากากอนามัยมาตรฐาน N95 ไอเทมที่สำคัญที่สุด และขาดไม่ได้ในขณะนี้คือ หน้ากากอนามัย เพราะเป็นด่านแรกที่ช่วยป้องกันเราจากฝุ่นพิษ PM 2.5 และมลภาวะทางอากาศอื่นๆ โดยหน้ากากกันฝุ่นนั้น ควรเลือกเป็นหน้ากากประเภท N95 เพราะสามารถกรองฝุ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถป้องกันฝุ่นพิษได้สูงกว่าหน้ากากอนามัยโดยทั่วไป โดยสามารถกรองฝุ่นละอองขนาดเล็กมากถึงขนาด 0.3 ไมโครเมตร ได้มากกว่า 95 เปอร์เซ็นต์ ควรเลือกซื้อหน้ากากที่มีขนาดเหมาะสมกับรูปหน้ามากที่สุด มีไอเท็มหน้ากากอนามัยที่อยากแนะนำดังนี้ 2. เครื่องฟอกอากาศ เครื่องฟอกอากาศ หรือ Air Purifier ที่สามารถรับมือกับ PM 2.5 ได้ควรเป็นเครื่องกรองอากาศที่มีแผ่นกรองอากาศที่มีประสิทธิภาพในการช่วยกรองฝุ่นขนาดเล็กมากๆ เช่น ฝุ่นขนาด 2.5 ไมครอน หรือฝุ่น PM2.5 โดยแผ่นกรองอากาศ หรือแผ่นฟิวเตอร์ HEPA Filter (High Efficiency Particulate Air) ซึ่งผลิตมาจากเส้นใยไฟเบอร์กลาส เป็นแผ่นกรองที่นิยมใช้ในกันในเครื่องฟอกอากาศหลากหลายแบรนด์ เพราะสามารถช่วยกรองฝุ่นละอองขนาดเล็กได้ดีที่สุด ดังนั้น ในช่วงที่ฝุ่น PM 2.5 กำลังคุมคามชีวิตของเราอยู่ในขณะนี้ ทุกบ้านควรมีเครื่องฟอกอากาศที่มีประสิทธิภาพในการกรางฝุ่นพิษ PM 2.5 ใช้ที่บ้าน รวมทั้งเครื่องฟอกอากาศมีแบบพกพาที่ไม่ว่าจะออกไปไหน เราสามารถฟอกอากาศให้เราหายใจเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าสู่ปอดได้ดีขี้น ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก https://www.central.co.th/e-shopping/pm-2-5-is-back-we-have-to-be-more-careful
เคล็ดลับน่ารู้ ดื่มกาแฟอย่างไร ไม่ให้ฟันเหลือง
กาแฟทำฟันเหลือง! เปิดเคล็ดลับดื่มอย่างไร ไม่ให้ทิ้งคราบสิ่งหนึ่งที่คนทำงานส่วนใหญ่มักขาดไม่ได้ในทุก ๆ เช้า คือ “กาแฟ” แต่ดื่มทีไรคราบกาแฟก็ตามมาด้วยทุกที จนหลายคนมักตั้งคำถามเสมอว่าแล้วจะมีวิธีที่จะช่วยรักษารอยยิ้มของเราให้ขาว ไม่เป็นคราบเหลืองได้หรือไม่ โชคดีที่ปัญหานี้ มีเคล็ดลับมากมายที่จะช่วยรักษาฟันของเราให้กลับมาขาวได้ดังนี้ ตัวการร้ายทำฟันเหลือง ความจริงแล้วสาเหตุที่มักทำให้ฟันของเราเป็นคราบ คือ พฤติกรรมการรับประทานอาหารและการใช้ชีวิต เพราะเศษอาหารและเครื่องดื่มที่ทำให้เกิดสีต่าง ๆ เช่น กาแฟ ชา ไวน์ ซอส และของหวาน มีฤทธิ์เป็นกรด จะเกาะติดและเคลือบชั้นนอกสุดของฟันเอาไว้ เป็นสาเหตุที่ทำให้สีฟันของเราเปลี่ยนไปนั่นเอง นอกจากนี้คราบบนฟัน ก็อาจเป็นผลพวงมาจากอายุได้เหมือนกัน เพราะสารเคลือบฟันของเราจะบางลง ไปพร้อม ๆ กับเนื้อฟันที่จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองไปตามธรรมชาติเมื่อเวลาผ่านไป ซึ่งการที่สารเคลือบฟันของเราบางลงนี้ ยิ่งทำให้เนื้อฟันที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองนั้น แสดงออกมาให้เห็นเด่นชัดมากยิ่งขึ้น กาแฟ" สาเหตุของฟันเป็นคราบที่พบบ่อย “กาแฟ” เป็นต้นเหตุที่พบได้บ่อยว่าทำให้ฟันเป็นคราบเหลือง แต่ไวน์แดง โซดา ชา น้ำผลไม้ และเครื่องดื่มชูกำลังเองก็ทิ้งคะแนนห่างจากกาแฟไม่ไกล นอกจากนี้บุหรี่ ขนมหวาน ลูกกวาด และซอสมีสีต่าง ๆ เช่น ซีอิ๊ว เองก็เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ฟันเปลี่ยนสี " การกินอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล ทำให้สารเคลือบฟันกร่อน เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดฟันผุ และฟันเหลืองได้ในที่สุด " หลอด-การแปรงฟันหลังอาหาร ช่วยปกป้องฟัน มีการตั้งคำถามว่าการดื่มโดยใช้หลอดจะช่วยปกป้องฟันของเราได้หรือไม่ คำตอบคือ ใช่ เพราะการดื่มโดยใช้หลอดช่วยลดปริมาณการสัมผัสระหว่างเครื่องดื่มและพื้นผิวด้านนอกของฟัน ซึ่งจะลดการเกิดคราบสีเหลืองบนฟันที่อาจเกิดขึ้นได้ แนะนำว่าลองพกหลอกแบบใช้ซ้ำ ก็เป็นอีกทางแก้ที่ดีไม่น้อย หรือหากใครไม่อยากพกหลอด ก็สามารถจิบน้ำเปล่าระหว่างหรือหลังการดื่มเครื่องดื่มต่าง ๆ ได้ น้ำจะช่วยชะล้างคราบหรือกรดที่อยู่บนฟันออก ส่วนการแปรงฟันหลังอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มนั้น คำตอบของทันตแพทย์แตกต่างกันเล็กน้อย บางคนแนะนำว่าการรอแปรงฟันหลังอาหาร 1-2 ชั่วโมงจะไม่ได้ผลดีเท่าการแปรงฟันในทันที ขณะที่อีกเสียงแนะนำว่า ควรรอแปรงฟันหลังอาหารอย่างน้อย 30 นาที หรือนานกว่านั้น เพราะจะสามารถแปรงคราบที่ฝังลึกเข้าไปในโครงสร้างฟันได้ แต่วิธีนี้ต้องจิบน้ำหรือบ้วนปากด้วยน้ำเปล่าหลังอาหารทันทีด้วย อย่างไรก็ตามทันตแพทย์ต่างเห็นพ้องต้องกันว่า คราบต่างๆ จะลดลงได้ดีที่สุด โดยการแปรงฟัน การใช้ไหมขัดฟัน การจิบน้ำหรือบ้วนปากด้วยน้ำเปล่า และการไปพบทันตแพทย์อย่างสม่ำเสมอปีละ 2 ครั้ง ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์-เบกกิ้งซา ทำให้ฟันขาว? ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (Hydrogen Peroxide) และเบกกิ้งโซดา (Baking Soda) สามารถช่วยฟอกสีฟันได้ก็จริง แต่ไม่แนะนำให้ใช้แทนยาสีฟัน เพราะทั้งสองอย่างนั้นเข้มข้นมาก และมีฤทธิ์กัดกร่อน อาจส่งผลให้สารเคลือบฟันยิ่งบางลงได้ ดังนั้นแนะนำว่าให้นำไปเจือจางด้วยน้ำเปล่าก่อนจะใช้ และควรใช้เพียง 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์เท่านั้น หมดปัญหาฟันเหลืองแบบเร่งด่วน ด้วยการฟอกฟันขาวแบบ Zoom วิธีการฟอกสีฟันที่ดีและรวดเร็วที่สุด คือการให้ทันตแพทย์ฟอกสีฟันให้ ซึ่งจะใช้เวลาทำประมาณ 1 ชั่วโมงเท่านั้น ก็เห็นผลทันที โดยสามารถทำได้ทุก ๆ 1-2 ปี ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้ชีวิต หลายคนอาจกลัวเกี่ยวกับอาการปวดฟันหลังฟอกสีฟัน ทันแพทย์บอกว่า ปัจจุบันมีการฟอกสีฟันขาว ที่เรียกว่า “Zoom Advanced Power” เป็นการฟอกสีฟันโดยการยิงเลเซอร์เข้าที่เจลฟอกสีฟันที่เคลือบฟันไว้ เจลฟอกสีฟันนี้มีฤทธิ์อ่อนโยนช่วยขจัดสีฟันทำให้ผิวฟันที่เป็นคราบเหลือง ๆ จางลง และยังมีการจัดวาง Light Guide นำแสงเข้าช่องปากของผู้รับการฟอกอย่างสะดวกสบาย ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นอาจทำให้เสียวฟัน แต่ไม่เกิน 1 วันก็หาย และยืนยันว่าปลอดภัย ไม่มีอันตรายต่อฟัน แถมยังทำให้ฟันขาวยาวนานอย่างเป็นธรรมชาติ วิธีดูแลฟันหลังฟอกสี ไม่ให้กลับมาเหลือง อย่างไรก็ตามฟอกฟันแล้ว หากยังไม่ปรับพฤติกรรม สิ่งเดิมๆเหล่านี้อาจกลับมาทำร้ายฟันของเราได้ใหม่ ดังนั้นควรดูแลฟัน ดังนี้ ทำความสะอาดช่องปากอย่างถูกวิธี โดยการแปรงฟัน ใช้ไหมขัดฟัน บ้วนปากเป็นประจำ หลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่ทำให้เกิดสี มีฤทธิ์เป็นกรด ที่จะทำให้เกิดคราบบนฟัน เช่น ชา กาแฟ ไวน์ ซอส ของหวาน และหากจำเป็นต้องดื่มเครื่องดื่มดังกล่าว ควรใช้หลอดดูดแทนการดื่มจากแก้ว งดการสูบบุหรี่ หมั่นตรวจสุขภาพฟันกับทันตแพทย์เป็นประจำ ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก https://www.pptvhd36.com/health/food/2108
7 วิธี ฉลองปีใหม่อย่างปลอดภัยมากขึ้นระหว่างไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ระบาด
การระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ทำให้การฉลองเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ในหลายประเทศเปลี่ยนไป ประเทศไทยก็หนีไม่พ้นหลังเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดขึ้นอีกระลอกที่ จ.สมุทรสาคร และอีกหลายจังหวัด สำหรับหลายคน วิธีที่จะทำให้มั่นใจได้ว่าเราจะไม่ทำให้คนที่เรารักล้มป่วยคือการไม่ไปฉลองปีใหม่ด้วยกันในปีนี้ และองค์การอนามัยโลกก็ออกมาแนะนำให้คนหันมาพึ่งเทคโนโลยีในการติดต่อกันทางไกลแทน แต่สำหรับบางคนตัดสินใจจะเดินทางไปหาคนในครอบครัวที่พวกเขาไม่ได้อาศัยอยู่ด้วย นี่คือ 7 วิธี ที่จะช่วยลดความเสี่ยงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ 1.น้อยและสั้นลง หากจัดงานปีใหม่ พยายามลดจำนวนแขก และจำนวนครอบครัวที่จะมาพบปะกันให้ได้น้อยที่สุด และยิ่งใช้เวลาอยู่ด้วยกันน้อยลงเท่าไร โอกาสที่เชื้อจะแพร่ระบาดก็จะน้อยลงเท่านั้น ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าคนสูงอายุ และคนที่มีโรคประจำตัวเช่น โรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และอาการเกี่ยวกับปอด ไม่ควรจะไปร่วมงานพบปะที่มีคนเยอะ 2.อากาศถ่ายเท แม้แต่ลมที่พัดเบา ๆ ก็สามารถช่วยระบายละอองฝอยที่มีเชื้อไวรัสอยู่ได้ ดังนั้นในสวน ชานบ้าน หรือระเบียง จึงเป็นที่ที่เหมาะที่สุดสำหรับจัดงาน ถ้ารวมตัวกันในอะพาร์ทเมนต์ ก็ควรเปิดหน้าต่างให้โปร่ง วิธีหนึ่งที่ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ของสหรัฐฯ แนะนำคือ นำพัดลมไปวางหันออกนอกหน้าต่างให้ทำหน้าที่คอยระบายอากาศในห้องออกไปข้างนอก 3.หน้ากากและระยะห่าง ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา ยกเว้นตอนกินอาหารและดื่มน้ำ เนื่องจากโควิด-19 แพร่ระบาดด้วยละอองฝอยเวลาเราไอ หัวเราะ หรือพูด และควรจะลดระดับเสียงเพลงด้วย คนจะได้ไม่ต้องตะโกนเวลาคุยกัน นอกจากนี้ สำหรับคนที่ไม่ได้อาศัยอยู่บ้านหลังเดียวกัน ต้องไม่ลืมที่จะรักษาระยะห่างตลอดเวลา 4.ผลัดกันกิน ตอนทานอาหารเป็นช่วงเสี่ยงเพราะทุกคนจะมานั่งใกล้กันและถอดหน้ากากอนามัยออก ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ผลัดกันกินทีละครัวเรือนไป และหากมีโต๊ะที่สามารถจัดให้นั่งแยกกันได้ ก็ควรจะนำออกมาใช้ในโอกาสนี้ เราควรคิดซะว่าคนที่ไม่ได้ใส่หน้ากากอนามัยอาจเป็นคนที่ติดเชื้อและสามารถแพร่กระจายเชื้อได้ 5.เลี่ยงเดินทาง ผู้เชี่ยวชาญเห็นตรงกันว่าการเลี่ยงเดินทางเป็นหนทางป้องกันที่ดีที่สุด แต่หากจำเป็น การเดินทางโดยรถยนต์เป็นทางเลือกที่ดีกว่าการใช้รถขนส่งสาธารณะที่คุณต้องเจอกับคนเยอะ ๆ 6.อยู่บ้าน ถ้ามีอาการ หากคุณไม่ได้กักตัวก่อนจะไปร่วมงานปีใหม่ อาจจะไปลองตรวจหาเชื้อไม่กี่วันก่อนที่จะไปงานเลี้ยง ลองสังเกตตัวเองดี ๆ ว่าคุณมีอาการของโรคโควิด-19 หรือไม่ แม้แต่การไอหรือน้ำมูกไหลนิดหน่อยก็อาจจะเป็นสัญญาณว่าคุณติดเชื้อได้ 7.การ์ดอย่าตก หลังจากไม่ได้เจอกันมาหลายเดือน เป็นธรรมดาที่คนเราก็อยากจะผ่อนคลาย มีความสุข อยู่ใกล้ชิดกันเมื่อได้เจอกัน แต่ไม่ควรประมาท การ์ดต้องไม่ตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาเราดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไปด้วย ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.bbc.com/thai/international-55398744
6 วิธีเตรียมตัวเพื่อเข้าสู่ฤดูหนาว
“กรมอุตุนิยมวิทยา” ประกาศประเทศไทยเข้าสู่หน้าหนาวอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค.2565เป็นต้นไป เนชั่นออนไลน์มี 6 วิธีเตรียมรับการเข้าสู่ฤดูหนาวมาฝาก 1. สวมใส่เสื้อผ้าที่เหมาะสมกับสภาพอากาศ ควรเลือกสวมเสื้อผ้าที่ไม่บางเกินไป สามารถถ่ายเทอากาศได้ดี และสามารถป้องกันความเย็นได้ 2. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เลือกรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และเน้นอาหารที่มีธาตุเหล็ก เช่น เนื้อสัตว์ เต้าหู้ ไข่ และธัญพืชเพราะธาตุเหล็กจะช่วยป้องกันโรคหวัดและเพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกายได้ 3.บำรุงผิวให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ การทาโลชั่นหรือครีมบำรุงผิว จะช่วยป้องกันผิวไม่ให้แห้ง แตก ลอก ในฤดูหนาวได้เป็นอย่างดี และควรทาลิปบาล์มที่ริมฝีปากด้วย จะช่วยทำให้ปากชุ่มชื้น ไม่แตกได้ 4.การดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสม ควรดื่มน้ำที่อุณหภูมิห้อง หรือน้ำอุ่น จะช่วยให้ผิวพรรณมีความชุ่มฉ่ำไม่แห้งตามสภาพอากาศแล้ว ยังช่วยเรื่องระบบขับถ่ายต่างๆ อีกด้วย 5. รับประทานวิตามินเสริม สำหรับผู้ที่มีร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงเมื่อเจอกับอากาศหนาว อาจจะทำให้ร่างกายเจ็บป่วยได้ จึงควรป้องกันด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์พร้อมๆ ไปกับการรับประทานวิตามิน เพื่อเป็นการเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย เช่น วิตามินซี วิตามินเอ วิตามินอี เพราะวิตามินเหล่านี้สามารถช่วยให้ห่างไกลจากการเป็นหวัดได้ 6.พักผ่อนให้เพียงพอ ควรนอนหลับให้ได้อย่างน้อยวันละ 7-8 ชั่วโมง ซึ่งการนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอนั้นมีผลต่อสุขภาพร่างกายเป็นอย่างมาก เพราะเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายได้พักและซ่อมแซมส่วนต่างๆ ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก https://www.nationtv.tv/news/378849291
การดูแลรถหลังลุยน้ำท่วม ต้องทำอย่างไรบ้าง ?
คงไม่มีใครอยากประสบพบเจอกับเหตุการณ์ที่รถยนต์ต้องลุยน้ำท่วมขังสูง ตลอดจนเจอกับเหตุการณ์น้ำ ท่วม รถ เมื่อเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ขึ้นจะต้องมีวิธีการดูแลรถที่พิเศษกว่าปกติ ทั้งหมดก็เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะตามมาเมื่อเวลารถต้องลุยน้ำท่วมนั้นเอง ก่อนที่คุณจะขับรถยนต์เพื่อลุยน้ำที่ท่วมขังนั้น ให้ประเมินความสูงของน้ำที่ท่วมขังให้ดีเสียก่อน ว่าน้ำที่ท่วมอยู่ในระดับที่รถยนต์ของคุณสามารถขับผ่านไปได้รึไม่ สุ่มเสี่ยงที่จะมีปัญหารึเปล่า หากขับรถยนต์ลุยผ่านไป ระดับน้ำที่ท่วมขังอยู่ต่ำกว่าครึ่งล้อรถยนต์แล้ว แทบไม่ต้องสนใจดูแลอะไรเลยก็ว่าได้ เนื่องจากระดับนั้นไม่ได้สูงที่เพียงพอโดยชิ้นส่วนต่าง ๆ ของรถยนต์นั้นเอง แต่ถ้าน้ำท่วมขังที่ต้องลุยผ่านไปสูงเกินกว่าครึ่งล้อรถยนต์แล้วล่ะ อาจต้องมีการดูแลรถหลังน้ำท่วม การดูแลรถหลังลุยน้ำท่วม ไม่ใช่ว่าหลังขับลุยเสร็จต้องดูแลเลย อย่างแรกต้องเข้าใจเสียก่อนว่าอุปกรณ์ชิ้นส่วนของรถยนต์มันไม่ได้เปราะบางขนาดที่ต้องเสียหายหรือเสื่อมสภาพหลังจากการลุยน้ำแต่อย่างใด เท่ากับว่าคุณสามารถขับขี่ใช้งานไปจนหมดฤดูฝนก็ได้ หลังจากหมดฤดูฝนค่อยไปร้านช่วงล่างเพื่อดูแลชิ้นส่วนต่าง ๆ นั้นเอง หากน้ำท่วมขังที่ลุยมีความสูงแค่ถึงใต้ท้องรถยนต์ วิธีดูดูแลรถหลังจากการลุยน้ำในระดับนี้จะเป็นส่วนช่วงล่างทั้งหมด โดยจะเป็นจุดที่สามารถเคลื่อนไหวได้นั้นเอง เนื่องจากตรงบริเวณที่เคลื่อนไหวได้จะมีการใช้จาระบีเป็นตัวเคลือบไว้อยู่แล้ว ซึ่งคุณต้องไปอัดจาระบีใหม่ตามจุดต่าง ๆ เพียงเท่านั้นเอง สำหรับการลุยน้ำในระดับใต้ท้องรถยนต์ แต่หากเป็นการลุยน้ำท่วมที่สูงกว่าใต้ท้องรถยนต์ขึ้นไปแล้วล่ะก็ อาจต้องมีการดูแลรถยนต์ที่มากกว่าปกติอยู่พอสมควรก็ว่าได้ เนื่องจากระดับน้ำที่ท่วมสูงนั้นเอง 1. เช็กน้ำมันเครื่องยนต์ 2. ระบบไฟส่องสว่างต่าง ๆ ของรถยนต์ อาจต้องมีการตรวจสอบว่ายังใช้ได้อยู่ปกติรึไม่ เนื่องจากน้ำที่ท่วมขังสูงมีโอกาสที่น้ำจะเข้าไปนั้นเอง ซึ่งการที่ระบบไฟส่องสว่างไม่ติด คุณสามารถแก้ไขได้ด้วยตัวเองแบบง่าย ๆ ด้วยการหาซื้อสเปรย์ไล่ความชื้นรถยนต์มาฉีดตรงขั้วต่อต่าง ๆ ตามสายไฟเท่านั้นเอง 3. หากน้ำเข้ามาในห้องโดยสาร น่าจะเป็นเรื่องที่วุ่นวายสำหรับคุณไม่น้อยก็ว่าได้ เมื่อห้องโดยสารมีน้ำเข้ามาได้ อย่างแรกต้องหาจุดที่น้ำเข้ามาให้เจอว่ามาจากไหน เพื่อจะได้ทำการแก้ไขตรงจุดนั้น ยกตัวอย่างเช่น ยางขอบประตูที่เสื่อมสภาพจนน้ำไหลเข้ามาได้ การแก้ไขก็คือ ต้องเปลี่ยนยางขอบประตูใหม่นั้นเอง 4. เมื่อน้ำ เข้า รถ พรม เปียก ถือว่าไม่ส่งผลใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ก็ว่าได้ แต่จะเป็นเรื่องกลิ่นอับที่เกิดขึ้นจากพรมที่เปียกเสียมากกว่า ที่จะส่งให้รถยนต์ไม่น่าใช้งาน ตลอดจนหากปล่อยทิ้งไว้อาจเกิดสนิมที่พื้นห้องโดยสารรถยนต์ก็ว่าได้ การที่น้ำ เข้า รถ พรม เปียกก็เกี่ยวข้องกับห้องโดยสารมีจุดที่น้ำไหลเข้ามานั้นเอง ซึ่งต้องแก้ไขที่ต้นเหตุ 5. เมื่อพรมรถยนต์เปียก ต้องทำยังไง ? เชื่อว่าไม่มีใครปล่อยไว้แน่ ๆ หากพรมรถยนต์ของคุณเปียกแบบทั่วคันแล้วล่ะก็ ขอแนะนำให้ไปร้านคาร์แคร์เพื่อจบปัญหานี้ซะ เนื่องจากเป็นงานที่ใหญ่พอสมควร จำเป็นต้องรื้อพรมออกมาซักทำความสะอาด และติดตั้งกลับไปใหม่ก็ว่าได้ แต่ถ้าพรมรถยนต์เปียกเล็ก ๆ น้อย ๆ สามารถนำรถยนต์ไปจอดตากแดดก็ช่วยทำให้พรมแห้งได้เหมือนกัน ส่วนกลิ่นที่อับชื้นก็จะลดลงไปด้วย และสามารถหาน้ำหอมรถยนต์มาช่วยดับกลิ่นเพิ่มเติม แต่ถ้าน้ำ ท่วม รถยนต์แบบทั้งคัน ต้องประเมินระยะเวลาการที่รถยนต์ถูกแช่น้ำไว้นานแค่ไหน หากเป็นระยะเวลาสั้น ๆ ก็สามารถนำกลับไปซ่อมให้ใช้ได้แบบไม่มีปัญหา แต่ถ้ารถยนต์คันนั้นน้ำท่วมมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว ขอแนะนำว่าให้ตัดใจขายซากไปดีกว่า ไม่มีความคุ้มค่าในการซ่อมแซมเพื่อใช้งานใหม่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ที่ต้องเปลี่ยนใหม่ ตลอดจนตัวถัง ช่วงล่าง และโครงสร้างแชสชี จะผุเป็นสนิมจากการแช่น้ำนั้นเอง ข้อมูลดีๆจาก https://khaotoyota.com/
เกร็ดความรู้เรื่อง 5 โรคภัยอันตรายที่มาพร้อมหน้าฝน
ในช่วงที่สภาพอากาศมีการเปลี่ยนแปลง เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้โรคติดต่อสามารถ แพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว ยิ่งในช่วงหน้าฝน ยิ่งต้องระมัดระวังกันเป็นพิเศษ ดังนั้นอย่าลืมดูแลสุขภาพของตนเองด้วยการตรวจสุขภาพหรือเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคต่าง ๆ พร้อมทั้งออกกำลังกาย และเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพียงเท่านี้คุณก็จะมีสุขภาพดีได้ง่าย ๆ
5 วิธี เตรียมตัวเที่ยวช่วงวันหยุดยาวอย่างปลอดภัย ห่างไกลจากโควิด-19
ใกล้จะถึงเทศกาลวันหยุดยาวทีไร หลายคน จองตั๋วเครื่องบิน จองโรงแรมและที่พักไว้ล่วงหน้า เพื่อจะเดินทางท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อนกับครอบครัวและคนรักกันแล้ว แถมเป็นการช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชน ให้เศรษฐกิจประเทศไทยขับเคลื่อนต่อไปได้ จากโครงการที่ภาครัฐสนับสนุนไม่ว่าจะเป็นโครงการเราเที่ยวด้วยกัน เราชนะ เรารักกัน ฯลฯ แต่ท่ามกลางสถานการณ์การควบคุมโรคระบาดโควิด-19 พวกเราก็ไม่ควรประมาท วันนี้เรามี 5 ทริคดีๆ ให้คุณได้เตรียมตัวก่อนเดินทางไปเที่ยวช่วงวันหยุดยาวนี้กัน 1.ปฏิบัติตัวตามมาตรการป้องกันโควิด-19 อย่างเคร่งครัด สิ่งสำคัญที่จะให้ทุกคนลดความกังวล เที่ยวได้อย่างสบายใจ และสามารถช่วยกันลดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ คือ การให้ความร่วมมือและปฏิบัติตัวตามมาตรการป้องกันอย่างเคร่งครัด ไม่ว่าจะเป็น การรักษาระยะห่างระหว่างกัน 1- 2 เมตร การสวมใส่หน้ากากอนามัยตลอดการเดินทาง หมั่นล้างมือด้วยสบู่ล้างมือหรือ หรือเจลแอลกอฮอล์ล้างมือ หลีกเลี่ยงการนำมือสัมผัสใบหน้า และหลีกเลี่ยงใช้สิ่งของส่วนตัว หรือ ภาชนะต่าง ๆ ร่วมกัน เพื่อสุขภาพอนามัยที่ดีของตัวเองและคนในครอบครัว 2. หากเป็นไปได้ให้เดินทางด้วยรถส่วนตัว เที่ยวช่วงเทศกาลแน่นอนว่าตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆจำนวนคนจะค่อนข้างเยอะกว่าปรกติ แนะนำให้เลือกเดินทางด้วยรถส่วนตัวในช่วงเทศกาลจะดีกว่า เพราะนอกจากสะดวกสบายสามารถแวะเที่ยวได้ตามต้องการ ยังช่วยลดความเสี่ยงการแพร่กระจายของโควิด-19 ได้อีกด้วย หรือหากใครที่จองตั๋วเครื่องบินไว้แล้ว เมื่อไปถึงจุดหมายอาจเลือกให้บริการรถเช่า หรือ เหมารถบริการในพื้นที่แทนก็ได้ หรือมีความจำเป็นต้องเดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะควรจะสวมใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่เดินทาง 3. มองหาสถานที่เที่ยวที่ใหม่ ๆ เพื่อลดความแออัด สำหรับใครที่กำลังอยู่ในช่วงตัดสินใจว่าจะไปเที่ยวที่ไหนดี แนะนำให้ลองหาที่ท่องเที่ยวใหม่ ๆ เพราะในประเทศไทย ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกมากมายที่รอให้นักท่องเที่ยวไทยได้ไปสัมผัส โดยเฉพาะอย่างยิ่งการท่องเที่ยวเชิงสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม การสัมผัสการใช้ชีวิตแบบคนท้องถิ่นในชุมชนนั้นก็เป็นที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะนอกจากได้เปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ และยังเป็นการหลีกเลี่ยงความแออัดหนาแน่นของผู้คนในสถานที่ท่องเที่ยวหลัก ๆ อีกด้วย 4. เข้าใช้บริการสถานที่ใด อย่าลืมใช้ไทยชนะ เช็กอิน เช็กเอาท์ นอกเหนือจากการสวมใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลาแล้ว สิ่งที่สำคัญอีกอย่างคือไม่ว่าเราจะแวะเที่ยวสถานที่ใด ก็อย่าลืม ลงชื่อ หรือสแกนเช็กอิน-เช็กเอาท์ ผ่านแอปพลิเคชั่น “ไทยชนะ” ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญช่วยในการสอบสวนโรคได้อย่างถูกต้องและรวดเร็วในกรณีที่ตรวจสอบไทม์ไลน์ย้อนหลังของผู้ติดเชื้อ เพื่อช่วยกันติดตามและควบคุมผู้ที่มีโอกาสเสี่ยงสูงในการสัมผัสเชื้ออีกด้วย นอกจากนี้อย่าลืมติดตามข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างใกล้ชิด เพื่อหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังสถานที่ดังกล่าว หรือหากมีความจำเป็นต้องผ่านทางจะได้เตรียมตัวรับมือได้อย่างถูกต้อง 5. เพิ่มความอุ่นใจ ซื้อประกันเดินทางในประเทศติดตัวไปด้วย นอกจากจะต้องระวังการแพร่ระบาดของโควิด-19 กันแล้ว ควรเพิ่มความอุ่นใจให้กับทริปพิเศษนี้ ด้วยการซื้อประกันภัยการเดินทางในประเทศ ที่มีความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลกรณีเจ็บป่วยระหว่างเดินทาง ที่สำคัญประกันเดินทางบางแผนให้ความคุ้มครองการค่ารักษาพยาบาลกรณีติดเชื้อโควิด -19 อีกด้วย* ซึ่งก่อนการซื้อประกันเดินทาง ต้องทำความเข้าใจในเงื่อนไขความคุ้มครองก่อนทุกครั้ง และมองหาบริษัทประกันภัยที่มีความน่าเชื่อถือ และมีบริการช่วยเหลือเหลือที่ครอบคลุมเพื่อให้เราได้อุ่นใจตลอดทริปการเดินทางด้วย ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.msig-thai.com/th/lifestyle/5-%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%84%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%A0%E0%B8%B1%E0%B8%A2-%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%94-19
6 วิธีดูแลตัวเองในช่วงอากาศแปรปรวน
6 วิธีดูแลตัวเองในช่วงอากาศแปรปรวน อาการแปรปรวนอย่างรวดเร็วส่งผลให้ร่างกายเจ็บป่วย การดูแลสุขภาพในสภาพอากาศเช่นนี้ทำได้อย่างไร 1. การควบคุมอาหาร ต้องกินให้ครบ 5 หมู่ รับประทานอาหารให้ถูกสุขลักษณะ ปรุงสุกให้เรียบร้อย น้ำดื่มต้องเป็นน้ำสะอาดหรือน้ำอุ่น 2. หมั่นล้างมือให้สะอาด 3. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อสร้างภูมิต้านทาน 4. ควรพักผ่อนอย่างเพียงพอ อยู่ในที่ปลอดโปร่ง อากาศถ่ายเทสะดวก 5. งดของมึนเมา งดสารเสพติด งดบุหรี่ 6. ผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรจะศึกษาข้อมูลหรือสอบถามแพทย์ผู้ดูแล เกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงในช่วงนี้ ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.rama.mahidol.ac.th/ramachannel/gallery/6-%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B2/
กาแฟ
กศน.ตำบลลาดแคนำเสนอสาระน่ารู้ในหัวข้อ ดื่มกาแฟอย่างไรไม่ให้กระดูกเสื่อมดื่มกาแฟตอนเช้า บางท่านเรียกว่าขาดไม่ได้เลย ถ้าไม่ดื่มสมองจะไม่สั่งการ ทำงานไม่ได้ คิดอะไรไม่ออก . นอกจากกาแฟจะส่งผลต่อสมอง โดยมีฤทธิ์กระตุ้นให้สมองตื่นตัวแล้ว กาแฟยังทำให้นอนไม่หลับใจสั่น ปัสสาวะบ่อย ที่สำคัญ กาแฟยังส่งผลต่อกระดูกของเราด้วย . การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับผลของการดื่มกาแฟที่มีต่อกระดูกมีมานานกว่า 20 ปีแล้ว โดยพบว่า “กาเฟอีน” ในกาแฟคือสาระสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อกระดูก โดยมีข้อมูลดังนี้ . 1. กาเฟอีน ทำให้เกิดการขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะและอุจจาระมากขึ้น และทำให้การดูดซึมแคลเซียมที่ลำไส้ลดลง ซึ่งภาวะดังกล่าวส่งผลให้สมดุลของแคลเซียมในร่างกายติดลบ ร่างกายจึงต้องพยายามหาแคลเซียมมาชดเชย และเนื่องจากแคลเซียมมีความสำคัญในกระบวนการทำงานของร่างกาย ไม่เพียงเฉพาะในกระบวนการสร้างกระดูกแต่ยังช่วยให้การทำงานของระบบประสาทเป็นปกติ . 2. กาเฟอีน ส่งผลโดยตรงต่อกระดูก โดยมีข้อมูลว่ากาเฟอีนจะทำให้เซลล์ที่มีหน้าที่สร้างกระดูกสลายและตายไปในที่สุด ร่างกายจึงไม่สามารถสร้างกระดูกเพิ่มได้ ประกอบกับการสลายกระดูกเพื่อรักษาสมดุลแคลเซียมเพิ่มมากขึ้นทำให้ผลรวมของกระดูกหรือมวลกระดูกลดลง . 3. กาแฟ ทำให้เกิดการหกล้มมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่ดื่มกาแฟในปริมาณมากจะมีอาการใจสั่น มือสั่น กระวนกระวายเดินมาก ทำงานมาก ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเสี่ยงต่อการหกล้มและทำให้กระดูกหัก . องค์การความปลอดภัยของอาหารแห่งยุโรปให้คำแนะนำในการบริโภค กาแฟว่า ไม่ควรรับกาเฟอีนเกินวันละ 400 มิลลิกรัม และไม่ควรกินเกินครั้งละ 200 มิลลิกรัม เพราะอาจทำให้นอนหลับยาก นอนหลับไม่ลึก โดยกาแฟ 1 แก้วมีกาเฟอีนปริมาณ 60 -150 มิลลิกรัม . ดังนั้นคุณผู้หญิงทั้งหลาย หากต้องการดื่มกาแฟให้ปลอดภัยและไม่ส่งผลเสียต่อกระดูกควรดื่มไม่เกินวันละ2 แก้ว ดื่มให้น้อยที่สุด หรือดื่มเท่าที่จำเป็น เพื่อให้ตื่นหรือทำงานได้เป็นปกติ . นอกจากนี้ควรดื่มกาแฟร่วมกับการดื่มนมหรือกินอาหารที่มีปริมาณแคลเซียมเพียงพอ ส่วนคุณผู้ชายแม้ไม่พบข้อมูลเกี่ยวกับผลเสียของกาแฟต่อกระดูกที่ชัดเจน แต่ก็ไม่ควรละเลยคำแนะนำเหล่านี้นะคะ . #ชีวจิต #preventionandhealing #ดื่มกาแฟ #กระดูกเสื่อม ขอบคุณข้อมูลจาก : http://oniepr.com/news_show.php?nid=241602
เคล็ด(ไม่)ลับ ดูแลสุขภาพในช่วงหน้าร้อน
ดื่มน้ำเปล่าเพื่อดับกระหาย ในช่วงอากาศที่ร้อนระอุสิ่งที่สามารถดับกระหายได้ดีที่สุดคือ น้ำเปล่า ซึ่งหาดื่มได้ง่ายและเป็นสิ่งที่ร่างกายต้องการ สำหรับการดื่มน้ำในช่วงหน้าร้อนนั้น ไม่ควรดื่มน้ำทีละมากๆ แต่ให้จิบไปเรื่อยๆ ระหว่างวัน ซึ่งปริมาณที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับกิจกรรมในวันนั้นๆ และไม่ควรกินน้ำแข็งหรือดื่มน้ำเย็นจัด เพราะน้ำเย็นปริมาณมากจะไปเจือจางน้ำย่อย ส่งผลให้เลือดที่มาหล่อเลี้ยงกระเพาะอาหารทำการย่อยได้น้อยลง และก่อให้เกิดโรคกระเพาะลำไส้อักเสบได้ง่าย นอกจากนั้นน้ำแข็งที่ไม่สะอาด ก็มีส่วนทำให้เกิดท้องร่วงท้องเสียอีกด้วย หาผลไม้กินแก้ร้อน กินผลไม้ที่มีคุณสมบัติเย็น ขับร้อน และเพิ่มน้ำในร่างกาย เช่น แตงโม ส้ม สับปะรด เป็นต้น เพราะผลไม้เหล่านี้ช่วยดับกระหายและทำให้สดชื่นได้ แถมยังมีส่วนช่วยต้านอนุมูลอิสระ แต่แนะนำว่าผลไม้ไม่ควรแช่เย็นจัด หรือกินในตอนกลางคืน รวมถึงกินในขณะที่ท้องว่างและเวลาหิวจัด หลีกเลี่ยงการออกแดดจัด และทาครีมกันแดดป้องกันผิว อีกหนึ่งสิ่งที่ต้องระวังในช่วงฤดูร้อนก็คือรังสียูวี เพราะความเข้มข้นของรังสียูวีในประเทศไทย ช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม นับว่าร้อนมาก ฉะนั้นควรงดทำงานหนักกลางแจ้ง และเลี่ยงที่ต้องเจอกับแดดจัด เพราะอากาศร้อนจะทำให้อุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้น อาจมีผลทำให้เป็นลมแดดและถึงขั้นเสียชีวิตได้เลยทีเดียว นอกจากนี้ก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง ควรทาครีมกันแดดเพื่อปกป้องผิวจากรังสียูวีด้วย หลีกเลี่ยงการกินอาหารที่เสี่ยง ทำให้เกิดอาการท้องร่วงท้องเสีย หน้าร้อนอาหารจะบูดเสียง่าย เนื่องจากเชื้อโรคเจริญเติบโตได้ดีในอากาศร้อนชื้น ดังนั้นจึงควรจะระมัดระวังเรื่องการกิน เช่น กินอาหารที่ทำสุกใหม่ๆ ไม่กินอาหารที่ค้างคืน หลีกเลี่ยงอาหารประเภทกะทิ ยำ ส้มตำ และของหมักดอง เพราะเสี่ยงทำให้เกิดอาการท้องเสียท้องร่วงได้ เลือกใส่เสื้อผ้าที่ดูดซับเหงื่อและระบายความร้อนได้ดี แน่นอนว่าในช่วงหน้าร้อนจะต้องใส่เสื้อผ้าให้เหมาะสมตามสภาพอากาศ ดังนั้นควรเลือกเสื้อผ้าที่สามารถดูดซับเหงื่อและระบายความร้อนได้ดีมาใส่ แต่ในผู้หญิงตั้งครรภ์การสวมใส่เสื้อผ้าจะต้องมิดชิด และเพื่อป้องกันการกระทบความเย็น จึงควรหลีกเลี่ยงการเปิดพัดลมใส่โดยตรง ขณะเดียวกันต้องป้องกันความร้อนอบอ้าวด้วย การระบายอากาศในห้องจึงต้องดี อย่าลืมพักผ่อนให้เพียงพอ โดยธรรมชาติของฤดูร้อน กลางวันจะยาวกลางคืนจะสั้น (คนทั่วไปที่ไม่ได้นอนในห้องปรับอากาศ กว่าอากาศจะเย็นแล้วนอนหลับได้ก็มักจะดึก) จึงเป็นสาเหตุทำให้ได้นอนน้อยกว่าปกติ ดังนั้นการได้พักผ่อนนอนหลับในช่วงกลางวันบ้าง ก็ถือเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพอยู่ไม่น้อย แต่สำหรับผู้ที่ทำงานในที่ทำงาน คงจะนอนหลับกลางวันไม่สะดวก อาจใช้วิธีนั่งพิงพนักตัวตรง หลับตา สงบนิ่งๆ ในช่วงกลางวันก็ได้ ขอขอบคุณภาพ :iStock ขอบคุณข้อมูลจาก: https://www.sanook.com/health/15057/
ไม่อยากให้ลูกติดโควิด พ่อแม่ต้องเพิ่มความระวังอะไรบ้าง
ไม่อยากให้ลูกติดโควิด พ่อแม่ต้องเพิ่มความระวังอะไรบ้าง 1. รีบอาบน้ำทันทีเมื่อกลับถึงบ้าน เวลาคุณพ่อคุณแม่ออกไปทำงาน มีความเป็นไปได้ที่เชื้อโรคต่างๆ อาจติดมาตามเสื้อผ้า และร่างกาย ดังนั้นเมื่อกลับถึงบ้านคุณพ่อคุณแม่ควรรีบไปล้างมือ ล้างหน้า เปลี่ยนเสื้อผ้า หรือทางที่ดีควรอาบน้ำก่อนไปสัมผัสใกล้ชิดลูก เพื่อป้องกันการนำเชื้อโรคไปติดลูก 2. ไม่เป่าอาหารให้ลูก เนื่องจากเชื้อโควิด-19 สามารถแพร่เชื้อผ่านละอองฝอยของน้ำมูก น้ำลาย ดังนั้นเวลาที่พ่อแม่เป่าอาหารให้ลูก จึงมีความเสี่ยงที่เชื้อโรคต่างๆ จะปนเปื้อนในอาหารของลูก ทางที่ดีควรรอให้อาหารร้อนน้อยลง ก่อนที่จะป้อนให้ลูก 3.ใช้ช้อนกลางเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ เวลากินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตาเป็นช่วงเวลาสุขสันต์ของครอบครัว บางครั้งคุณพ่อ คุณแม่อาจเผลอใช้ช้อนส้อมตักอาหารให้กัน ซึ่งการทำเช่นนี้เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรคต่างๆ ให้กัน ดังนั้นควรใช้ช้อนกลาง นอกจากเพื่อสุขอนามัย ยังเป็นการสอนนิสัยที่ดีให้แก่ลูกอีกด้วย 4.หมั่นทำความสะอาดของเล่นลูกอย่างสม่ำเสมอ เด็กๆ มักไม่ค่อยระวังตัวเอง หยิบจับสิ่งต่างๆ มาเล่นแล้วมักใช้มือมาสัมผัสใบหน้า ซึ่งเป็นพฤติกรรมเสี่ยงต่อการรับเชื้อ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรหมั่นทำความสะอาดของเล่นให้ลูก ที่มา: www.thairath.co.th ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.student.co.th/index.php/knowledge/25198