-
สาระน่ารู้
หน้าแรก
สาระน่ารู้
พบข้อมูลจำนวน 122 รายการ แสดงผลอยู่ที่ 4/11 หน้า
จัดซื้อจัดจ้าง
-
ประกาศผู้ชนะ ซื้อเครื่องสำรองไฟฟ้า ขนาด ๘๐๐ VA จำนวน ๓ เครื่อง
-
ประกาศผู้ชะน จ้างก่อสร้างโครงการปรับปรุงถนนโดยรอบสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดระยอง แห่งที่ ๒ ตำบลทับมา อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง
-
ประกาศประกวดราคาซื้อกล้องโทรทัศน์วงจรปิดและอุปกรณ์พร้อมติดตั้งภายในอาคารเรียนโรงเรียนมัธยมตากสินระยอง ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding)
-
ประกาศผู้ชนะการเสนอราคาจัดซื้้อเครื่องทำน้ำร้อน - น้ำเย็น พร้อมถังน้ำ จำนวน ๑ เครื่อง
-
ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา จ้างเหมาจัดทำวิดีทัศน์
ค้นหาข้อมูลในเว็บไซต์
ปฎิทินกิจกรรม
ท่านคิดว่า อบจ.ระยอง ควรเน้นหนักแก้ไขปัญหาในเรื่องใดเป็นอันดับแรก
- ปรับปรุงระบบสาธารณูปโภค โหวต
- แก้ไขปัญหายาเสพติด โหวต
- แก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม โหวต
- แก้ไขปัญหาน้ำท่วม โหวต
- ราคาผลผลิตภาคการเกษตร โหวต
สถิติผู้เข้าชมเว็บไซต์
- กำลังใช้งาน 216 คน
- ผู้เข้าชมวันนี้ 271 คน
- ผู้เข้าชมทั้งหมด 20,517,911 คน
แปลภาษา

10 เรื่องที่ควรจะรู้เกี่ยวกับวันวาเลนไทน์
1. วันวาเลนไทน์เกิดขึ้นระลึกถึงนักบุญเซนต์วาเลนไทน์ (Saint Valentine) ผู้รับโทษประหารในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 270 เพราะในยุคนั้นมีกฏหมายห้ามไม่ให้มีแต่งงานของพวกคริสเตียน แต่เซนต์วาเลนไทน์ยังแอบจัดงานแต่งงานให้กับคู่รักคริสเตียนจนถูกจับขังและรับโทษ โดยในขณะที่ถูกคุมขังนั้น เขาก็พบรักกับสาวตาบอดซึ่งเป็นลูกสาวของผู้คุม ด้วยความรักและคำอธิษฐานของเขา พระเจ้าได้ทรงโปรดให้ตาของสาวคนรักหายเป็นปกติ แต่เมื่อความนี้ล่วงรู้ถึงหูกษัตริย์ เซนต์วาเลนไทน์จึงถูกประหารชีวิตด้วยการตัดศรีษะ ต่อมาเมื่อคนทั่วไปทราบเรื่องราวจึงเกิดความประทับใจและยึดถือเอาวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ของทุกปีเป็น วันแห่งความรัก นั่นเอง 2. คนที่ฟ้าส่งมาให้รักเรามากที่สุดคือ พ่อแม่ เป็นรักไม่มีวันหมดอายุ ไม่มีเงื่อนไข เพราะต่อให้เราอ้วน น่าเกลียด พิการ ทำตัวงี่เง่ายังไง พ่อแม่ก็ยังรักและพร้อมจะเสียสละเพื่อเราเสมอ ดังนั้นในวันวาเลนไทน์ จึงอยากใหคุณๆ ทำดีต่อคุณพ่อคุณแม่ให้มากๆ นะคะ 3. คนที่ไม่มีแฟนไม่ใช่คนอาภัพน่าสงสารในวันวาเลนไทน์ เพราะคนโสดก็มีความรักได้ และคนที่น่าสงสารที่สุดก็คือคนที่ไม่มีความรักในหัวใจต่างหากล่ะ อีกอย่าง…คนที่มีแฟน แต่แฟนห่วยแตก ชีวิตเหมือนถูกขังให้ทรมานไปวันๆ น่าสงสารกว่าคนโสดเป็นไหนๆ 4. จากการสำรวจพบว่าในวัยเรียน เด็กคอซอง ..คนที่ให้ของขวัญบอกรักกันมากที่สุดในวันวาเลนไทน์ ไม่ใช่ คู่รัก แต่เป็น เพื่อน ดังนั้นอย่าเครียดไปเลยที่แม้ว่าจะยังไม่มีแฟนมาควงแขนอวดใครในวันวาเลนไทน์ เพราะถึงยังไง เราก็ยังมีเพื่อนมากมายที่มอบความรักต่อกันได้อยู่นะ 5. กุหลาบราคาแพงไม่ได้แสดงว่าเค้ารักเรามากจริงๆ ดังนั้นอย่าไปเชื่อคำพูดของใครว่า รักเรามาก เพียงเพราะเค้าให้ดอกกุหลาบราคาแพงหูฉี่ เรื่องแบบนี้อยู่ที่ใจล้วนๆ 6. ครูที่ปรึกษาหลายท่านร้องไห้ด้วยความทราบซึ้ง เมื่อลูกศิษย์ประจำห้องมอบดอกกุหลาบวันวาเลนไทน์ให้ท่านคนละดอก ลองวางแผนเซอร์ไพร้ส์ครูดูไหมล่ะ ให้เพื่อนๆ เอาดอกไม้ไปไหว้ครูพร้อมๆ กัน ได้เห็นครูน้ำตาร่วงเพราะซึ้งใจชัวร์ดิ 7. เมื่อเธอมองรอบตัว จะพบสิ่งมีชีวิตเป็นผู้ให้ความรักแก่พวกเขา มีเมตตาแก่พวกเขาดู แล้วเธอจะเต็มอิ่มไปด้วยรักในหัวใจ 8. คนที่ได้ดอกกุหลาบมากที่สุด ไม่ได้หมายความว่าคนๆ นั้นจะมีความรักที่น่าอิจฉาที่สุด ตรงกันข้าม คนที่ไม่ได้ของขวัญวาเลนไทน์ซักชิ้น อาจจะมีรักที่น่าอิจฉาที่สุดเลยก็เป็นได้ 9. ของขวัญวาเลนไทน์ที่มีค่าที่สุด อาจลงทุนน้อยที่สุด เช่น การ์ดที่ตั้งใจทำกับมือ ดาวกระดาษที่พับมาเป็นเดือนๆ หรือของราคาถูกแต่ตั้งใจหาซื้อมาด้วยใจ เพราะฉะนั้น อย่าตีค่าความรักของใครด้วยราคาของขวัญที่เค้าให้ เราดูที่การกระทำดีกว่านะ ก็มีค่ายิ่งใหญ่สุดๆ แล้ว 10. เดือนกุมภาพันธ์ซึ่งเป็นเดือนแห่งความรัก กลับเป็นเดือนที่มีวันน้อยที่สุดของปี บอกให้เรารู้ว่า ความรักจะสั้นหรือยาวไม่ได้อยู่ที่วันเวลาที่คบกันมา แต่อยู่ที่การทำทุกนาทีให้มีค่าร่วมกันนะจ๊ะ ที่มา: https://teen.mthai.com/love/67512.html ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.student.co.th/index.php/knowledge/28138
4 วิธีทำ อาหาร กิน ไม่ อ้วน แม้จะทำงานที่บ้าน
หากคุณทานอาหารตามปกติคุณจะพบว่ามันยากที่จะควบคุมอาหารและออกกำลังกายในวันหยุดปีใหม่แต่คุณไม่สามารถกินอาหารวันหยุด จะมีวิธีไหนที่ กินแต่ก็ไม่อ้วนขึ้นมั้งนะ? ดังนั้น วันนี้ฉันจึงนำเคล็ดลับ4วิธีทำอาหารกินไม่อ้วนมาฝากกันแม้ว่าจะกินในปริมาณเดียวกัน 1. ดื่มน้ำชาขิงหลังจากทานอาหารเสร็จ ขิงฆ่าแบคทีเรียที่เป็นอันตรายในลำไส้ทำให้ลำไส้แข็งแรงทำให้ร่างกายร้อนขึ้นส่งเสริมการเผาผลาญและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันนอกจากนี้ส่วนผสมของขิงยังช่วยในการขับน้ำดีขับคลอเรสเตอรอลออกจากเลือดและขับปัสสาวะและถ่ายอุจจาระมันเป็นชาที่แนะนำสำหรับผู้ที่มีอาการปวดประจำเดือนอย่างรุนแรงลดความอ้วนในร่างกายและมือและเท้าเย็นปลาย การทำชาขิงกับขิงสับละเอียดในชาดำร้อนจะช่วยให้การไหลเวียนโลหิตและผลขับปัสสาวะเช่นเดียวกับอาหารและการดูแลผิว หลังอาหารกลางวันและอาหารเย็นดื่มแก้วเป็นเวลา 15 วันและพัก 1 สัปดาห์และกินต่ออีก 15 วัน! ลองแพทเทิร์นนี้ดู 2.กินแบบกลับด้านกัน ความจริงที่ว่าคุณลดน้ำหนักเพียงแค่ทานกับข้าวก่อนกินข้าว! การกินปลาหรือเนื้อสัตว์ก่อนทานข้าวนั้นจะทำให้มีน้ำตาลในเลือดลดลงและจากการวิจัยแสดงให้เห็นว่าฮอร์โมนทางเดินอาหารทำงานมากขึ้นมันไม่ได้เป็นคำสั่งคาร์โบไฮเดรตโปรตีนใย แต่คำสั่งใยอาหารโปรตีนคาร์โบไฮเดรต นอกจากนี้แทนที่จะกินผลไม้เป็นของหวานควรกินผลไม้และกินข้าวแทนปลาย ควรรับประทานคาร์โบไฮเดรตในอัตราส่วน 1: 2 และมื้ออาหารต้องกินอย่างน้อย 20 นาทีเพื่อป้องกันการกินมากเกินไปเพราะศูนย์กลางความอิ่มของสมองต้องการเวลาอย่างน้อย 15 นาทีเพื่อรับรู้ถึงความสมบูรณ์ 3. การกินน้ำก่อนอาหาร 1ชม. นั้นเป็นการกินที่ช่วยลดความอยากอาหารได้ดีที่สุด หลายครั้งที่สมองสับสนความหิวโหยและกระหายน้ำหากคุณหิวคุณอาจรู้สึกหิวดังนั้นถ้าคุณหิวลองดื่มน้ำสักแก้วก่อนโดยเฉพาะอย่างยิ่งดื่มน้ำ 500 มล. ก่อนมื้ออาหาร การกินน้ำก่อนมื้ออาหารทำให้ปริมาณแคลอรี่ลดลง 13%แต่การดื่มน้ำในระหว่างมื้ออาหารจะเพิ่มฮอร์โมนอินซูลินเพื่อให้ง่ายต่อการรับน้ำหนักขณะที่ท้องว่างในตอนเช้าและดื่มน้ำหนึ่งแก้วก่อนอาหารเพิ่มอัตราการเผาผลาญของคุณมากกว่า 24%!เคล็ดลับหากคุณดื่มน้ำวันละประมาณ 2 ลิตรร่างกายของคุณจะนำออกซิเจนและสารอาหารไปยังเซลล์ของคุณและปล่อยของเสียที่ทิ้งลงในเซลล์ด้วยเหงื่อหรือปัสสาวะเพื่อช่วยกระตุ้นการเผาผลาญของคุณหากคุณไม่มีอาการปวดท้องในขณะท้องว่างและไม่มีการใช้พลังงานในระหว่างวันมากไปคุณสามารถดื่ม อเมริกาโน่ ในตอนเช้าแทนก็ได้ 4. เติมผักเข้าไปในเมนูอาหารของคุณ ผักอุดมไปด้วยวิตามินเกลือแร่ความชื้นใยอาหารและส่วนผสมของซัลเฟตซึ่งดีต่อสุขภาพมากกว่าอาหาร แต่มันยากที่จะกินผักจนกว่าคุณจะชอบสลัด เป็นความคิดที่ดีที่จะบรรจุผักหลากสีจำนวน 400 กรัมต่อวัน การบดมะเขือเทศแครอทหัวบดกะหล่ำปลีและบร็อคโคลี่สามารถเติมโควต้าส่วนใหญ่ของคุณในแต่ละวันทำให้คุณรู้สึกอิ่มและบรรเทาความเหนื่อยล้าปลาย ผสมผักและผลไม้ที่มีสีต่างกัน แต่ให้แน่ใจว่าอัตราส่วนผักและผลไม้เท่ากับ 1: 4 เพราะการทานน้ำตาลมากเกินไปอาจทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นได้. ผู้เขียน:ความรู้รอบตัว.com ขอบคุณข้อมูลจาก : https://xn--42c8ao1akazf5c2be0gsk.com/food/อาหาร-กิน-ไม่-อ้วน/
4 ข้อดีการทำบัญชีรายรับ – รายจ่าย ช่วยมนุษย์เงินเดือนเก็บเงิน
ด้วยภาวะเศรษฐกิจ ท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 ที่ไม่รู้จะสิ้นสุดเมื่อไหร่ การประหยัดเงินถือว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เคยเป็นไหมได้เงินมาก็จ่ายออกไป ไม่รู้ว่าจ่ายอะไรไปบ้าง รู้ตัวอีกทีเงินในบัญชีก็เหลือน้อยแล้ว การทำบัญชีรายรับ รายจ่าย ถึงมันจะดูยุ่งยาก แต่ว่ามีข้อดีที่คาดไม่ถึงเลยทีเดียว 1. รู้รายรับ และรายจ่ายในแต่ละเดือน บางครั้งเราก็อาจซื้อของตามใจตัวเองมากเกินไป พอมานั่งคำนวณแล้วค่าใช้จ่ายส่วนนี้มันก็ไม่ค่อยจำเป็นเท่าไหร่ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการผ่อนจ่ายราคาเดือน เช่น ค่าสมัครฟิตเนส ค่าทำหน้า เป็นต้น หากไม่ได้ใช้บริการบ่อยตัดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ออกไปจะทำให้เหลือเงินอีกเยอะ 2. ไม่งงที่มารายรับและรายจ่าย ไม่แปลกที่บางครั้งเราอาจจะสับสน หรือรู้สึกลืมว่าจ่ายอะไรไปบ้าง เพราะเราใช้จ่ายทุกวัน ถ้ามีการทำบัญชีรายรับ รายจ่ายดีๆ อาจจะรู้ว่ารายจ่ายที่หายไปนั้นคืออะไร แล้วรายรับนั้นมาจากที่ไหนบ้าง 3. วางแผนการเงินได้ดี ฟังดูอาจจะรู้สึกว่าการทำบัญชีรายรับ รายจ่ายจะวางแผนการเงินได้อย่างไร อย่างที่บอกไปแล้วบัญชีช่วยให้เราเห็นรายรับ และรายจ่ายของเราว่าในแต่ละเดือน มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง หากต้องการจะเก็บเงินเพื่อซื้อของ หรือเพื่อลงทุน จะสามารถใช้เงินส่วนไหน อีกทั้งยังช่วยควบคุมค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนให้ไม่ช๊อต หรือเงินเดือนชนเดือนอีกด้วย 4. สามารถมีเงินเก็บสะสม เมื่อชีวิตอยู่บนความไม่แน่นอน การมีเงินสำรองไว้เป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุด การตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไปเปลี่ยนเป็นเงินสะสมแทน ก็ถือว่าเป็นการเก็บเงินอีกวิธีหนึ่ง นอกจากการหยอดกระปุกออมสิน หรือการสะสมแบงค์ 50 บาท ขอบคุณข้อมูล: https://www.thaicontractor.com/9690/4-ข้อดีของการทำบัญชีรายรับ-2/
10 ประโยชน์ของ "น้ำมะพร้าว" และข้อควรระวัง
นอกจากเรื่องความสวยความงาม และเสริมสมรรถภาพทางเพศแล้ว น้ำมะพร้าวยังมีประโยชน์อีกเพียบ แต่ความอร่อยก็มาพร้อมกับข้อควรระวังด้วย ประโยชน์ของน้ำมะพร้าว มีแร่ธาตุที่ช่วยรักษาอาการขาดน้ำได้ นักกีฬาหรือผู้ที่ออกกำลังกายหนักๆ จนเสียเหงื่อมาก สามารถดื่มน้ำมะพร้าวแทนน้ำเกลือแร่ เพื่อเพิ่มความสดชื่น และทดแทนน้ำที่สูญเสียไปพร้อมเหงื่อได้ แร่ธาตุที่อยู่ในน้ำมะพร้าวมีมากมาย ได้แก่ วิตามินบี 1 บี 2 บี 3 บี 6 วิตามินซี แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม เหล็ก กรดอะมิโน และโปรตีน น้ำมะพร้าวช่วยให้ผิวพรรณสดใสเปล่งปลั่ง เพราะช่วยให้ร่างกายเสริมสร้างคอลลาเจน และอีลาสติน เพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิว มีไซโตไคน์ ที่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง และลดความเสี่ยงของโรคสมองเสื่อม ช่วยย่อยอาหาร และลดอาการกรดไหลย้อน บรรเทาอาการปวดท้องจากโรคกระเพาะอาหารอักเสบ ช่วยขับปัสสาวะ บรรเทาอาการกระเพาะปัสสาวะอักเสบ น้ำมะพร้าวมีฮอร์โมนไฟโตเอสโตรเจน ที่มีโครงสร้างและการออกฤทธิ์คล้ายคลึงกับฮอร์โมนเอสโตรเจน (ฮอร์โมนเพศหญิง) ช่วยลดอาการร้อนวูบวาบ อารมณ์แปรปรวนผันผวน และเหงื่อออกกลางคืนในสตรีวัยทองได้ ช่วยเพิ่มระดับของฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศชายได้เล็กน้อย ช่วยเพิ่มสมรรถภาพ เพราะการไหลเวียนเลือดที่ดีและสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงแบบองค์รวม มีผลต่อการถึงจุดสุดยอดทางเพศ และการแข็งตัวของรวมองค์เพศชายได้ ข้อควรระวังในการดื่มน้ำมะพร้าว สำหรับใครที่เป็นโรคไต และโรคเบาหวาน อาจต้องปรึกษาแพทย์ประจำตัวก่อนดื่มน้ำมะพร้าว เพื่อหาปริมาณที่พอเหมาะกับร่างกาย เพราะอย่างไรแล้ว น้ำมะพร้าวก็เป็นน้ำผลไม้ที่มีน้ำตาล และโพแทสเซียม แพทย์หญิงธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล หรือ หมอผิง ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณและเวชศาสตร์ชะลอวัย โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท ระบุว่า “น้ำมะพร้าวมีประโยชน์ เป็นเครื่องดื่มเกลือแร่ให้พลังงานตามธรรมชาติ แต่จัดว่าน้ำตาลสูง แม้จะเป็นน้ำตาลธรรมชาติ แต่ดื่มมากไปก็อ้วนได้เช่นกัน” โดยน้ำมะพร้าว 1 ลูก ปริมาณ 282 กรัม มีปริมาณน้ำ 94 กรัม น้ำตาลฟรุกโตส 8.1 กรัม น้ำตาลกลูโคส 8.5 กรัม น้ำตาลซูโครส 4.0 กรัม รวมเท่ากับน้ำตาลถึง 5.1 ช้อนชาเลยทีเดียว นอกจากนี้ นายแพทย์ กัมปนาท พรยศไกร ศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะ แอดมินแฟนเพจเฟซบุ๊ก Sarikahappymen และข้อมูลจากโรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ระบุตรงกันว่า การดื่มน้ำมะพร้าวที่ทำให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนเพิ่มมากขึ้น อาจไปเพิ่มการบีบตัวของมดลูกเวลามีประจำเดือน ทำให้ผู้ใหญ่หลายๆ คนมักบอกให้หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำมะพร้าวในช่วงนั้นของเดือน แต่อย่างไรก็ตามต้องเป็นการดื่มในปริมาณมากๆ จริงๆ ถ้าดื่มเพียงแก้วสองแก้ว ไม่ส่งผลต่อการปวดท้องประจำเดือนแน่นอน (ทั้งนี้ปริมาณที่เหมาะสมของแต่ละคนอาจไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับร่างกายของแต่ละคน) นอกจากนี้ น้ำมะพร้าวยังไม่มีผลทำให้ประจำเดือนหยุด หรือกะปริบกะปรอย และทำให้มีประจำเดือนมาไม่ปกติ แต่ไฟโตเอสโตรเจนในน้ำมะพร้าวจะช่วยควบคุมรอบประจำเดือนให้มาตามปกติมากกว่า ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.sanook.com/health/27321/
เทคนิคการดื่มน้ำเพื่อสุขภาพ
น้ำเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของร่างกาย คิดเป็น ร้อยละ 60-70 ของน้ำหนักตัว ในเลือดจำนวน 100 ซีซี เป็นส่วนของน้ำเสีย 80 ซีซี ดังนั้น การดื่มน้ำจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ควรจะให้ความสำคัญ เทคนิคการดื่มน้ำเพื่อสุขภาพ 1.ปริมาณน้ำที่ต้องดื่มต่อวันคือ 2-3 ลิตร (ได้จากน้ำดื่ม 1.0-1.5 ลิตร จากอาหาร เช่น ข้าว ผัก ผลไม้ 1.0-1.5 ลิตร) จึงจะมีปริมาณพอเพียงต่อร่างกาย อากาศร้อนจัด ปริมาณน้ำที่ดื่มต้องเพิ่มจำนวนขึ้น คนมีอายุสูงขึ้น กลไกลการ กระหายน้ำเสื่อมลง ความรู้สึกกระหายน้ำลดลง ก็ควรสนใจการดื่ม น้ำให้เพียงพอ 2.กินผัก ผลไม้ให้มาก เพราะอุดมด้วยวิตามิน เกลือแร่ และมีส่วนประกอบของน้ำมากกว่าร้อยละ 90 (ผักมีส่วนประกอบของน้ำร้อยละ 95 ผลไม้มีส่วนประกอบของน้ำร้อยละ 90) ดังนั้น กินผักผลไม้ 500 กรัม เท่ากับดื่มน้ำ 400 ซีซี 3.การดื่มเครื่องดื่มดับกระหาย ต้องคำนึงถึงผลกระทบระยะยาวด้วย เครื่องดื่มทั่วไปมักใช้ดื่มเพื่อดับกระหาย จะสังเกตพบว่ายิ่งดื่มยิ่งกระหาย ถ้าเป็นเครื่องดื่มที่มีปริมาณไขมันและมีแคลอรีสูง การดื่มปริมาณมาก บ่อยๆ จะเกิดโทษ เช่น ทำให้เป็นเบาหวาน หรือไขมันในเลือดสูง เกิดพิษสะสมในร่างกาย 4.ถ้ามีการเสียน้ำมาก และกระหายน้ำมาก ควรใช้เกลือผสมเล็กน้อย เพื่อทำให้ช่วยดับกระหาย แต่ไม่ควรดื่มมากเกินไป 5.ไม่ควรดื่มเบียร์ หรือกินน้ำแข็งเพื่อดับกระหาย เพราะจะเป็นอันตรายต่อระบบการย่อยอาหารในระยะยาว ร่างกายจะอ่อนแอ มีความ เย็นในร่างกายตกค้าง มีของเสียตกค้าง พลังของร่างกายจะอ่อนแอ 6.ไม่ควรดื่มน้ำเย็น หรือดื่มน้ำปริมาณมากหลังกินอาหาร เพราะจะไปเจือจางความเข้มข้นของน้ำย่อย ทำให้การย่อยอาหารไม่ดี เป็นโรคกระเพาะ 7.ไม่ปล่อยให้กระหายน้ำเต็ม ที่แล้วค่อยมาดื่มน้ำ มีความหมายเช่นเดียวกับปล่อยให้ดินแห้งแตกระแหงแล้วค่อยมารดน้ำซึ่งจะสายเกินแก้ เป็นอันตรายต่อร่างกาย การที่มีอาการกระหายน้ำแล้วแสดงว่า ร่างกายมีภาวะขาดน้ำ ถ้ากระหายน้ำเต็มที่แสดงว่าขาดน้ำของ ร่างกาย หรือเซลล์รุนแรง ทำให้มีของเสีย สารพิษตกค้างอยู่มาก ไม่สามารถระบายขับทิ้งได้ (ขาดน้ำไปละลายหรือนำพาสารพิษ) ทำให้ระบบร่างกายอ่อนแอของเสียตกค้าง สะสม โดยทั่วไปควรได้น้ำ 2.5 ลิตรต่อวัน (ประมาณ 8 แก้ว) 8.ดื่มน้ำมากไปก็เป็นโทษ มีความเชื่อที่ผิดเกี่ยวกับการแนะนำ การดื่มน้ำเพื่อสุขภาพ เช่น ดื่มครั้งเดียวปริมาณมากๆ ตอนตื่นนอน เพื่อขับล้างของเสียในร่างกาย ร่างกายคนเราเมื่อขาดน้ำ ปัสสาวะจะน้อย เมื่อน้ำเกินปัสสาวะ จะมาก โดยอาศัยการทำงานของไตเป็นตัวควบคุม คนปกติที่ไม่ขาดน้ำ ถ้าได้รับน้ำปริมาณมาก ทำให้ไตทำงานหนักขึ้น ทำให้เลือดเจือจาง แรงดันในการดูดซึมของสารอาหารสู่เซลล์น้อยลง ปริมาณน้ำในเซลล์มากขึ้น ทำให้เซลล์บวมน้ำ เกิดพิษต่อเซลล์ เกิดอาการเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน แน่นท้อง ถ้าเซลล์บวมน้ำมากขึ้นจะมีอาการง่วงนอน กระตุก มองไม่ชัด หัวใจเต้นช้า หายใจช้า เป็นลม เป็นต้น ดังนั้น การดื่มน้ำจึงต้องพอเหมาะ ไม่มากหรือน้อยเกินไป การดื่มน้ำมากเกินเป็นเวลานาน จะทำให้เป็นผลเสียกับร่างกาย 9.ไม่ดื่มน้ำอย่างรวดเร็วจนเกินไป บางคนพอกระหายน้ำ ก็รีบดื่มน้ำให้หมดทันทีทันใด การดื่มเช่นนี้จะมีผลกระทบต่อการทำงานของหัวใจ ทำให้หัวใจอ่อนแรงในระยะยาว เพราะปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้น อย่างรวดเร็วทำให้ไตควบคุมการขับน้ำไม่ได้ทันทีทันใด ก็จะมีปริมาณน้ำในหลอดเลือดมากแล้วก็ไปเพิ่มภาระการสูบฉีดของหัวใจ
โรคตับมีกี่ชนิด และชนิดใด “ร้ายแรง” ที่สุด?
“โรคตับ” คืออาการเจ็บป่วยที่ส่งผลให้ตับเกิดความเสียหาย จนไม่สามารถทำงานได้ตามปกติหรือทำได้แต่ด้อยประสิทธิภาพลง ดังนั้นเพื่อที่จะสามารถป้องกันและรับมือกับโรคตับได้อย่างดี คุณก็ควรจะต้องรู้ว่าโรคตับมีกี่ชนิด และแต่ละชนิดมีความอันตรายมากแค่ไหน ซึ่งโดยปกติแล้วโรคตับจะสามารถแบ่งชนิดได้ตามสาเหตุของการเกิดดังนี้ 1. โรคตับที่เกิดจากไวรัสตับอักเสบ สำหรับโรคตับชนิดแรกคือโรคที่เกิดจากไวรัสตับอักเสบ ซึ่งโรคตับชนิดนี้ถือเป็นโรคติดต่อที่สามารถสร้างความเสียหายให้กับตับ ตั้งแต่ระดับธรรมดาไม่ร้ายแรง ไปจนถึงขั้นรุนแรงที่ทำให้มีโอกาสเสียชีวิต โดยโรคไวรัสตับอักเสบจะมีด้วยกันทั้งหมด 5 ชนิด ได้แก่ ไวรัสตับอักเสบ A, B, C, D และ E ซึ่งแต่ละประเภทจะมีอาการและสาเหตุการติดต่อ ดังนี้ ไวรัสตับอักเสบ A เป็นไวรัสตับชนิดที่ไม่รุนแรงและสามารถพบได้บ่อย โดยมีโอกาสติดต่อจากการรับประทานอาหารและน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรค อาการของโรคจะทำให้ผู้ป่วยรู้สึก อ่อนเพลีย มีไข้ เบื่ออาหาร อาเจียน ตัวและตาเหลือง ไวรัสตับอักเสบ B เป็นไวรัสอีกชนิดที่สามารถพบได้บ่อย แต่อาการของชนิด B นั้นน่ากลัวกว่าชนิด A เพราะจะทำให้ตับอักเสบอย่างรุนแรงและมีความเสี่ยงที่จะพัฒนาไปเป็นโรคมะเร็งตับได้ โดยส่วนใหญ่ไวรัสชนิดนี้จะติดต่อกันทางเลือด สารคัดหลั่ง หรือจากแม่สู่ลูก ไวรัสตับอักเสบ C เป็นไวรัสตับชนิดที่มีโอกาสพบได้น้อย โดยจะติดต่อกันทางเลือด น้ำเหลือง การใช้เข็มฉีดยา และการมีเพศสัมพันธ์ อาการของโรคจะทำให้ตับอักเสบอย่างเรื้อรัง และจะพัฒนากลายเป็นโรคตับแข็ง และมะเร็งตับไปในที่สุด ไวรัสตับอักเสบ D เป็นไวรัสชนิดที่ไม่สมบูรณ์และจะเกิดเป็นโรคแทรกซ้อนที่มาพร้อมกับไวรัสตับอักเสบ B เท่านั้น โดยอาการของโรคจะค่อนข้างรุนแรงเพราะจะทำให้ตับอักเสบเฉียบพลันจนผู้ป่วยอาจเสียชีวิตได้ ไวรัสตับอักเสบ E เป็นไวรัสชนิดที่ไม่รุนแรง และหาได้ยากในประเทศไทย โดยสาเหตุของการติดเชื้อมาจากการรับประทานอาหารที่ไม่ปรุงสุกหรืออาหารดิบ ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการอ่อนเพลีย และเป็นดีซ่าน 2. โรคตับที่เกิดจากยาและสารพิษ อย่างที่ทราบกันดีว่าตับเป็นอวัยวะหลักที่ช่วยคัดกรองและกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย แต่ในบางครั้งสารพิษเหล่านี้ก็อาจมีการตกค้างและสะสมกลายเป็นพังผืดอยู่ในตับ ทำให้ตับอักเสบเรื้อรังจนพัฒนากลายเป็นโรคตับแข็งในเวลาต่อมา ซึ่งสารพิษในที่นี้นับรวมทั้ง ยา สมุนไพร รวมถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชนิดต่าง ๆ ด้วย 3. โรคตับที่เกิดจากพันธุกรรม จริง ๆ แล้วไม่ใช่โรคซึ่งเกิดกับตับ แต่เป็นผลข้างเคียงมาจากการทำงานที่ผิดปกติของตับ เช่น โรคภาวะธาตุเหล็กเกิน หรือ โรคทองแดงคั่งในร่างกาย ซึ่งอาการเหล่านี้เป็นความผิดปกติทางพันธุกรรม ทำให้ระบบการทำงานของตับไม่สามารถกำจัดแร่ธาตุส่วนเกินเหล่านี้ออกไปได้ จนทำให้เกิดการสะสมของแร่ธาตุในร่างกายเป็นจำนวนมาก ซึ่งหากปล่อยไว้นานวันเข้า แร่ธาตุส่วนเกินเหล่านี้จะส่งผลทำให้อวัยวะภายในค่อย ๆ เสื่อมสภาพลงอย่างรวดเร็ว 4. มะเร็งตับ เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การติดเชื้อ การดื่มสุราอย่างต่อเนื่อง หรือพัฒนามาจากโรคตับชนิดอื่น ๆ แต่โดยหลักแล้ว มะเร็งตับคือการที่เซลล์บริเวณตับทำงานผิดปกติจนพัฒนากลายเป็นเซลล์มะเร็ง ซึ่งเมื่อเป็นแล้วในระยะแรกจะส่งผลเหมือนกับโรคตับชนิดอื่น ๆ คือ ผู้ป่วยจะมีอาการเบื่ออาหาร อาเจียน น้ำหนักตัวลดลง ท้องบวม หรือมีอาการดีซ่าน แต่ถ้าหากปล่อยไว้จนเรื้อรังมะเร็งตับอาจจะนำไปสู่อาการตับวายและทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ และทั้งหมดนี้ก็คือชนิดของโรคตับที่รู้จักกันในวงการแพทย์ ซึ่งอย่างที่ทราบกันดีว่าตับนั้นเป็นอวัยวะที่มีความสำคัญต่อร่างกายในทุก ๆ ด้าน ดังนั้นความเสียหายที่เกิดกับตับจึงหมายถึงความเสื่อมโทรมของสุขภาพโดยรวม เราจึงควรมีการดูแลและป้องกันตับจากปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ อยู่เสมอ ด้วยความปรารถนาดีInterpharma Thailand ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.interpharma.co.th/articles/healthy-and-aging/โรคตับร้ายแรง/
กระชายขาว 10 สรรพคุณที่ต้องรู้ กระชายขาว สมุนไพรต้องมีติดบ้าน ช่วงโควิด – 19
กระชายขาว สรรพคุณ 10 อย่างที่ต้องรู้ กระชายขาว สมุนไพรที่ต้องมีติดบ้าน! ช่วงสถานการณ์โควิด 19 เเบบนี้ หลายๆคนมีความกังวลเรื่องสุขภาพ เเละมองหาตัวช่วยเสริมภูมิคุ้มกันร่างกายให้เเข็งเเรง การเลือกใช้สมุนไพรในการรักษาโรค หรือเสริมภูมิต้านทานกลับมาฮอตฮิตอีกครั้ง เเละสมุนไพรชนิดหนึ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลย คือ “กระชายขาว” นั่นเอง หลายๆคนเชื่อกันอย่างหนาหูว่า กระชายขาวต้านโรคโควิด 19 หรือใช้รักษาโรคนี้ได้จริงหรือไม่ เราจะมาเเตกสรรพคุณอย่างละเอียด ให้ทุกคนดูกันว่า จริงๆเเล้วกระชายมีประโยชน์อย่างไร กระชายเป็นสมุนไพรที่นิยมนำมาประกอบอาหาร อย่างพวก แกงป่า แกงเผ็ด จะมีความเผ็ดร้อน เเละรสชาติเฝื่อนๆกระชายขาว สรรพคุณ มีอะไรบ้าง1. จากผลการวิจัยในหลอดทดลอง กระชายขาว มีสาร พิโนสโตบิน เเละ แพนดูราทินเอ ที่สามารถทำหน้าที่ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อไวรัสโควิด – 19 ได้2. กระชายขาวมีสรรพคุณ ช่วยต้านอาการหวัด เเก้วิงเวียนศรีษะ เเละลดไขมันในเลือดได้3. สารสกัดจาก กระชายขาว ช่วยต้านอนุมูลอิสระ เเละกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด4. สารสกัดจากกระชายขาว ช่วยเพิ่มสมรรถนะทางเพซชาย5. สารสกัดกระชายขาวมีฤทธิ์ในการต่อต้านเจริญเติบโตของแบคทีเรียในสำไส้ อันเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคกระเพราะอาหาร เเละช่วยลดการอักเสบของกระเพาะอาหารได้อีกด้วย6. กระชายขาว สรรพคุณ ช่วยลดอาการเหงือกอักเสบ หรือมีเเผลในช่องปาก โดยใช้กระชายขาวทุบให้ละเอียดเเละต้มให้เดือด เเละใช้บ้วนปาก7. กระชายขาวช่วยในการขับสารพิษออกจากตับได้อีกด้วย8. กระชายขาวมีฤทธิ์ในการช่วงเเก้อาการท้องร่วง ท้องเสีย โดยนำใช้เหงากระชายขาวไปปิ้งไฟ เเละตำอย่างละเอียด นำมาผสมกับน้ำปูนใส เเละคั้นดื่ม9. กระชายขาวมีสรรพคุณ ช่วยแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อได้ 10. กระชายขาวมีสรรพคุณ ช่วยบำรุงหัวใจ ข้อควรระวัง หากทำทานเองต้องทานแบบต้มสุกหรือปรุงเป็นอาหาร ไม่ควรทานติดต่อกันเกิด 7 วัน ควรระวังการใช้กระชายขาวกับผู้มีปัญหาเกี่ยวกับตับอักเสบ ผู้ใช้ยาละลายลิ่มเลือด ยังไมแนะนำให้ใช้ในเด็ก สตรีมีครรภ์ หรือผู้ที่กำลังให้นมบุตรอยู่ ระวังการทานกระชายขาวในประมาณที่มากเกินไป จะทำให้มีฤทธิ์ร้อนในร่างกายมาก อาจจะเกิดปัญหาใจสั่น ตามมา เป็นอย่างไรกันบ้างคะเพื่อนๆ กระชายขาวมีสรรพคุณ ประโยชน์ ช่วยรักษา บรรเทาอาการต่างๆได้มาก เเละยังมีผลการทดลองที่ว่า กระชายขาวสามารถยังยั้งเชื้อไวรัสโควิด – 19 ได้อีกด้วย เเต่อย่างไรก็ตาม หากใครมีความสนใจที่จะทานกระชายขาว ก็ควรที่จะทานอย่างพอดี เเละเหมาะสม ไม่ควรทานมากเกินไป เพราะจะส่งผลเสียต่อร่างกายได้ ดังนั้นหากมีความต้องการในการทาน กระชายขาวเเบบเเคปซูล เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ควรได้รับคำเเนะนำจากเภสัชกรก่อนการใช้ยา รวมถึงควรดูเเลรักษาสุขภาพให้เเข็งเเรง ควบคู่กับการทานสมุนไพรอย่างกระชายขาวด้วย ขอบคุณข้อมูลจาก:https://www.bigc.co.th/blog/th/กระชาย-สรรพคุณ/
สรรพคุณ ฟ้าทะลายโจร
ฟ้าทะลายโจร ชื่อวิทยาศาสตร์ : Andrographis paniculata (Burm.f.) Nees (วงศ์ Acanthaceae) ชื่ออื่น : ฟ้าทะลาย หญ้ากันงู น้ำลายพังพอน เมฆทะลาย ฟ้าสะท้าน ตามศาสตร์การแพทย์แผนไทย “ฟ้าทะลายโจร” จัดเป็นสมุนไพรที่มีรสขม อยู่ในกลุ่มยาเย็น มีสรรพคุณทางการแพทย์แผนไทย ใช้บรรเทาอาการไข้หวัด แก้ไอและเจ็บคอ เป็นสมุนไพรที่ได้ถูกบรรจุอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. 2542 (บัญชียาจากสมุนไพร) กระทรวงสาธารณสุข ในรูปแบบยาเดี่ยว ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ได้มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวสมุนไพรฟ้าทะลายโจรกันอย่างแพร่หลาย มีข้อมูลสนับสนุนจากงานวิจัยทางคลินิก พบว่า สมุนไพรฟ้าทะลายโจรมีส่วนช่วยรักษาอาการของโรคติดเชื้อเฉียบพลันของระบบทางเดินหายใจ (acute respiratory tract infection) เช่น อาการไอ อาการเจ็บคอได้ดี ในปี พ.ศ.2555 ได้มีข้อมูลงานวิจัย จากผู้ป่วยจำนวน 807 คน พบว่าผลิตภัณฑ์สารสกัดจากฟ้าทะลายโจรร่วมกับสมุนไพรอื่นๆ ขนาดรับประทาน 31.5-200 มิลลิกรัม/วัน รับประทานเป็นเวลา 3-10 วัน มีผลช่วยลดความถี่และความรุนแรงของอาการไอเนื่องจากไข้หวัด (common cold) และอาการอักเสบของระบบทางเดินหายใจส่วนบนได้ ในมุมมองการเกิดโรคหรืออาการตามศาสตร์การแพทย์แผนไทยนั้น อาการไข้ ไอ เจ็บคอ เป็นอิทธิพลของธาตุไฟที่เพิ่มปริมาณสูงขึ้น ทำให้เกิดอาการดังกล่าว เราจึงสามารถใช้สมุนไพรฤทธิ์เย็น (สมุนไพรฟ้าทะลายโจร) เพื่อใช้ในการรักษาอาการที่ส่งผลมาจากอิทธิพลของไฟที่เพิ่มขึ้นได้ พูดง่ายๆคือ ใช้ความเย็น ปรับหรือลดปริมาณความร้อนในร่างกายให้สมดุลนั่นเอง แต่หากใช้ในปริมาณเกินความจำเป็นก็อาจส่งผลทำให้ ร่างกายมีปริมาณความเย็นเกินไป ส่งผลทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ตามมาได้ เช่น อาการชาต่างร่างกาย แขน-ขาอ่อนแรง ท้องอืดท้องเฟ้อ ท้องเสีย หรือผื่นแพ้ตามร่างกาย เป็นต้น ยาฟ้าทะลายโจร (ยาเดี่ยว) คำแนะนำ บรรเทาอาการเจ็บคอ บรรเทาอาการของโรคหวัด (common cold) เช่น เจ็บคอ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ขนาดและวิธีใช้ รับประทานครั้งละ 500 มิลลิกรัม – 2 กรัม วันละ 4 ครั้ง หลังอาหารและก่อนนอน ข้อห้ามใช้ ห้ามใช้ ในผู้ที่มีอาการแพ้ ฟ้าทะลายโจร ห้ามใช้ ในหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร เนื่องจากอาจทำให้เกิดทารกวิรูปได้ คำเตือน หากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจทำให้แขนขามีอาการชาหรืออ่อนแรง หากใช้ฟ้าทะลายโจรติดต่อกัน 3 วัน แล้วไม่หาย หรือ มีอาการรุนแรงขึ้นระหว่างใช้ ยา ควรหยุดใช้ และพบแพทย์ ควรระวังการใช้ร่วมกับสารกันเลือดเป็นลิ่ม (anticoagulants) และยาต้านการจับตัวของเกล็ดเลือด (antiplatelets) ควรระวังการใช้ร่วมกับยาลดความดันเลือดเพราะอาจเสริมฤทธิ์กันได้ ควรระวังการใช้ร่วมกับยาที่กระบวนการเมแทบอลิซึม ผ่านเอนไซม์ Cytochrome P450 (CYP) เนื่องจากฟ้าทะลายโจรมีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ CYP1A2, CYP2C9 และCYP3A4 อาการไม่พึงประสงค์ อาจทำให้เกิดอาการผิดปกติของทางเดินอาหาร เช่น ปวดท้อง ท้องเดิน คลื่นไส้ เบื่ออาหาร วิงเวียนศีรษะ ใจสั่น และอาจเกิดลมพิษได้ อ้างอิง http://kpo.moph.go.th/webkpo/tool/Thaimed2555.pdf https://www.pharmacy.mahidol.ac.th/knowledge/files/0484.pdf การแพทย์แผนไทยประยุกต์ศิริราช ขอบคุณข้อมูลจาก:https://med.mahidol.ac.th/altern_med/th/km/19jun2020-1729
โควิดสายพันธุ์เดลต้าคืออะไรแพร่พันธุ์ได้รวดเร็วแค่ไหน
โควิดสายพันธุ์เดลต้า (Delta) มีความสามารถในการแพร่กระจายเชื้อได้รวดเร็วกว่าสายพันธุ์อังกฤษ อีกทั้งยังมีการกลายพันธุ์เป็นสายพันธุ์เดลต้า พลัส (Delta Plus) ที่สามารถหลบภูมิคุ้มกันได้ ผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายไข้หวัดหรือคล้ายอาการของโควิด-19 สายพันธุ์ทั่วไป โควิดสายพันธุ์เดลต้ายังเป็นที่จับตามองต้องเฝ้าระวังมากเป็นพิเศษในประเทศไทยเนื่องจากมีแนวโน้มของยอดผู้ติดเชื้อสายพันธุ์นี้มากยิ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว โควิดสายพันธุ์เดลต้าคืออะไร “โควิดสายพันธุ์เดลต้า (Delta)” หรือที่เรารู้จักในชื่อ “โควิดสายพันธุ์อินเดีย” ชื่อทางวิทยาศาสตร์คือ B.1.617.2 พบครั้งแรกในประเทศอินเดียและเป็นที่น่าจับตามองในประเทศไทย ณ เวลานี้ นอกจากนี้ยังมีการพบการกลายพันธุ์เป็นสายพันธุ์เดลต้า พลัส (Delta Plus) ที่มีการกลายพันธุ์บริเวณหนาม K417N ส่งผลให้ติดเชื้อง่าย และหลบภูมิคุ้มกันจากวัคซีนได้ดี โควิดสายพันธุ์เดลต้ามาจากไหน โควิดสายพันธุ์เดลต้าเกิดจากการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในประเทศอินเดีย ก่อนจะแพร่ระบาดไปหลายประเทศในเวลานี้ทั้งประเทศอังกฤษ จีน สหรัฐอเมริกา เป็นต้น สำหรับในประเทศไทยพบการระบาดในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาจากแคมป์คนงานหลักสี่ โควิดสายพันธุ์เดลต้ามีอาการอย่างไร ถึงแม้เชื้อโควิดจะมีหลายสายพันธุ์ แต่โดยมากแล้วอาการที่แสดงออกมามักใกล้เคียงกัน สำหรับโควิดสายพันธุ์เดลต้านั้นจะมีอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดา ได้แก่ ปวดศีรษะ เจ็บคอ มีน้ำมูกไหล ไม่ค่อยพบการสูญเสียการรับรส ด้วยอาการที่กล่าวมานั้นเป็นอาการที่อาจสังเกตได้ยาก หรืออาจทำให้ผู้ป่วยคิดไปเองว่าตนเองไม่ได้ติดเชื้อโควิดสายพันธุ์เดลต้า ดังนั้นเมื่อมีไข้ไม่สบายให้คอยสังเกตอาการตนเอง หากมีอาการอื่น ๆ ที่เข้าข่ายติดเชื้อโควิด-19 ให้รีบพบแพทย์ทันที โควิดสายพันธุ์เดลต้าติดง่ายจริงหรือไม่ ในเบื้องต้นมีการคาดการณ์ว่าเชื้อโควิดสายพันธุ์อังกฤษ (อัลฟา) สามารถแพร่กระจายเชื้อได้เร็วกว่าเชื้อโควิดปกติประมาณ 50 % แต่สำหรับโควิดสายพันธุ์เดลต้านั้นจะแพร่กระจายได้รวดเร็วกว่าสายพันธุ์อังกฤษประมาณ 60 % อีกทั้งองค์การอนามัยโลก (WHO) ยังเปิดเผยว่าเชื้อไวรัสโควิด-19 สามารถลอยตัวอยู่ในอากาศ ทำให้เกิดความเสี่ยงในการแพร่กระจายได้แม้ไม่ต้องสัมผัสผู้ป่วย หรืออยู่ใกล้ผู้ป่วยตลอดเวลา สถานการณ์โควิดสายพันธุ์เดลต้าในไทย เนื่องจากเหตุการณ์การระบาดจากแคมป์คนงานหลักสี่ และด้วยความสามารถในการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วของโควิดสายพันธุ์เดลต้าจึงทำให้เป็นที่จับตามองและเป็นที่เฝ้าระวังในระดับสูง เนื่องจากมีการคาดการณ์ว่าในอีก 2-3 เดือนอาจมีแนวโน้มของยอดผู้ติดเชื้อสายพันธุ์นี้มากกว่าสายพันธุ์อังกฤษที่มีมากที่สุดในไทย ณ ขณะนี้ วัคซีนที่สามารถป้องกันโควิดสายพันธุ์เดลต้าได้ เนื่องจากการกลายพันธุ์ของโควิดสายพันธุ์เดลต้า พลัสเพิ่มคุณสมบัติในการหลบภูมิคุ้มกันได้ดี และจากผลการทดลองยืนยันว่าวัคซีนประเภท mRNA (ไฟเซอร์, โมเดอร์นา) และประเภทวัคซีนที่ใช้ไวรัสเป็นพาหะมีประสิทธิภาพในการรับมือได้ดีกว่าวัคซีนชนิดอื่น วัคซีนโมเดอร์นา : มีประสิทธิภาพในการช่วยป้องกันการติดเชื้อไวรัสโควิดสายพันธุ์เดลต้าได้หลังจากได้รับครบ 2 โดส แต่ยังไม่มีข้อมูลว่าป้องกันได้มากแค่ไหน วัคซีนไฟเซอร์ : มีการคาดการณ์ว่าสามารถรับมือกับโควิดสายพันธุ์เดลต้าได้ใกล้เคียงกับวัคซีนโมเดอร์นาเนื่องจากเป็นวัคซีนประเภท mRNA เหมือนกัน วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า : จากข้อมูลของสาธารณสุขประเทศอังกฤษ (PHE) หลังได้รับครบ 2 เข็มสามารถช่วยป้องกันการติดเชื้อไวรัสโควิดสายพันธุ์เดลต้าได้ประมาณ 64 % วัคซีนจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน : จากผลการทดลองของบริษัทจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (J&J) เองพบว่าสามารถช่วยป้องกันการติดเชื้อไวรัสโควิดสายพันธุ์เดลต้าได้ประมาณ 8 เดือน แต่ยังไม่มีข้อมูลแน่ชัดว่าป้องกันได้มากแค่ไหน ในส่วนของวัคซีนซิโนแวคนั้นมีการยืนยันจากสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทยว่าบริษัทซิโนแวคยังไม่มีผลการทดลองที่ยืนยันได้ว่าสามารถป้องกันโควิดสายพันธุ์เดลต้าได้ เนื่องจากภูมิคุ้มกันที่ได้จากวัคซีนชนิดนี้ต่อสายพันธุ์อังกฤษนั้นน้อยกว่าวัคซีนชนิดอื่น จึงอาจมีแนวโน้มว่าจะสามารถป้องกันการกลายพันธุ์สำหรับสายพันธุ์เดลต้าในประสิทธิภาพที่น้อยด้วยเช่นกัน จากข้อมูลที่กล่าวไปจะเห็นว่าการรับวัคซีนที่ป้องกันการติดเชื้อโควิดสายพันธุ์เดลต้าอย่างมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งสำคัญที่จะสามารถช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับสังคมได้ในเวลานี้ เอกสารอ้างอิง ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย : โควิด 19 สายพันธุ์เดลต้า สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย : เอกสารประสิทธิภาพวัคซีน BBC ไทย : โควิด-19 : เชื้อกลายพันธุ์ชนิดใดที่น่าวิตก แล้ววัคซีนชนิดไหนจะพิชิตพวกมันได้ The Guardian : Covid Delta variant is ‘in the air you breathe’: what you need to know about Sydney outbreak strain FR 24 NEWS : The Covid Delta variant is ‘in the air you breathe’: What you need to know about the strain of the Sydney outbreak เรียบเรียงโดยโรงพยาบาลเพชรเวช ขอบคุณข้อมูลจาก:https://www.petcharavejhospital.com/th/Article/article_detail/Delta-strain-of-Covid
7 เรื่องที่ต้องรู้เกี่ยวกับวัคซีนโควิด-19
7 เรื่องที่ต้องรู้เกี่ยวกับวัคซีนโควิด-19 วัคซีนโควิด - 19 กำลังกลายเป็นสิ่งที่หลายคนเฝ้ารอและคาดหวังว่าจะช่วยคลี่คลายวิกฤติโควิด -19 หลายคนมีข้อสงสัยว่า ประเทศไทยหลังจากซื้อวัคซีนมาแล้ว จะได้เริ่มฉีดกันจริง ๆ ช่วงเดือนไหน และมีหลายเรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับวัคซีนโควิด – 19 วันนี้เราจะมาอัพเดทข่าวสาร และสิ่งที่ควรรู้ก่อนจะฉีดวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ว่าต้องเตรียมตัวยังไงบ้าง มาดูกันค่ะ 1. ใครควรได้รับวัคซีน ขณะนี้การผลิตวัคซีนมีจำนวนจำกัด และมีข้อมูลการฉีดในประชากรบางกลุ่มเท่านั้น กรมควบคุมโรคจึงกำหนดกลุ่มเสี่ยงที่จะได้รับวัคซีนตามลำดับ ได้แก่ 1.1 บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขทั้งภาครัฐและเอกชน1.2 เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมโรค COVID -19 เช่น อสม. อสต. ตำรวจ ทหาร1.3 ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไตเรื้อรังระยะ 5 ขึ้นไป โรคหลอดเลือดสมอง โรคมะเร็งทุกชนิด โรคเบาหวาน และโรคอ้วน1.4 ผู้สูงอายุ ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ก่อนฉีดวัคซีนต้องเตรียมตัวอย่างไร การฉีดวัคซีนโควิด-19 เหมือนกับการฉีดวัคซีนอื่นทั่วไป ถ้าร่างกายปกติแข็งแรงดี ไม่จำเป็นต้องเตรียมตัวอะไรเป็นพิเศษ เพียงแค่ไม่เป็นไข้ หรือไม่มีอาการป่วยใด ๆ ก็สามารถฉีดวัคซีนได้เลย 3. วัคซีนอยู่กับเราได้นานแค่ไหน วัคซีนโควิดเป็นสิ่งใหม่ในวงการแพทย์ที่คาดว่าอาจต้องฉีดวัคซีนกระตุ้นทุกปีเหมือนวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ หากผู้ที่มีร่างกายไม่แข็งแรงอาจไม่สามารถรับวัคซีนได้ หลังฉีดวัคซีนแล้วยังมีโอกาสเป็นโควิดหรือไม่ ? เนื่องจากวัคซีนไม่สามารถป้องกันโรคได้ 100% ดังนั้น แม้ฉีดวัคซีนแล้วก็ยังมีโอกาสเป็นโรคโควิดได้อยู่ แต่วัคซีนสามารถช่วยลดความรุนแรงของโรค อัตราการนอนโรงพยาบาลและอัตราการเสียชีวิตได้อย่างชัดเจน ผู้รับวัคซีนจึงต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโควิด-19 อย่างเคร่งครัด เช่น ใส่หน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อย ๆ เว้นระยะห่างทางสังคม เป็นต้น 5. มีผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนหรือไม่ อาการทั่วไปหลักจากได้รับวัคซีน คือ อาการไข้หวัด เช่น มีไข้ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดบริเวณที่ฉีด และรวมไปถึงอาการอ่อนเพลียด้วย ส่วนอาการข้างเคียงอื่น ๆ เช่น แพ้วัคซีน เป็นต้น ซึ่งเกิดขึ้นค่อนข้างน้อย 6. เริ่มต้นฉีดวัคซีนในช่วงไหน ประเทศไทย มีการวางแผนการฉีดวัคซีนออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – เดือนเมษายน 2564 ฉีดจำนวน 2 ล้านโดส หรือประมาณ 1.32 ล้านคน ฉีดให้กับบุคลากรทางการแพทย์ ประชาชนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่ที่แพร่ระบาดหนัก ชื่อวัคซีน : Coronavac บริษัท SinoVac จากประเทศจีน การฉีด : ฉีดคนละ 2 โดส ห่างกันโดสละ 1 เดือน ระยะที่ 2 ช่วงเดือนพฤษภาคม –ธันวาคม 2564 ฉีดจำนวน 26 ล้านโดส หรือประมาณ 13 ล้านคนให้กับกลุ่มเสี่ยงครอบคลุมทั่วประเทศมากยิ่งขึ้น ชื่อวัคซีน : AZD1222 จากบริษัท AstraZeneca การฉีด : ฉีดคนละ 2 โดส ห่างกันโดสละ 1- 3 เดือน ระยะที่ 3 ช่วงเดือนมกราคม 2565 เป็นต้นไป หากวัคซีนมีจำนวนมากเพียงพอแล้ว จะฉีดให้กับประชาชนทุกคน โดยมีผู้กระจายยา คือ องค์การเภสัชกรรม สิ่งที่จะต้องแจ้งบุคลากรทางการแพทย์ก่อนการฉีดวัคซีน มีประวัติการแพ้ยา วัคซีน อาหาร สารก่อภูมิแพ้ต่าง ๆ อย่างรุนแรง มีไข้เกิน 38 องศาเซลเซียส ในวันที่นัดฉีดวัคซีน มีรอยช้ำ หรือ จ้ำเลือด หรือเลือดออกผิดปกติ หรือใช้ยาป้องกันการแข็งตัวของเลือดอยู่ เช่น วาร์ฟาริน มีภูมิคุ้มกันต่ำ หรือใช้ยากดภูมิคุ้มกันอยู่ เช่น สเตียรอยด์ขนาดสูง ยารักษาโรคมะเร็ง หรือยากดภูมิคุ้มกัน อาการข้างเคียงทุกชนิดจากการฉีดวัคซีนชนิดนี้ในเข็มแรก ตั้งครรภ์ หรือมีแผนจะตั้งครรภ์ หรือในนมบุตร ถึงแม้ว่าในประเทศไทยจะมีวัคซีนแล้ว แต่เราทุกคนยังคงต้องดูแลตัวเองด้วยการใช้ชีวิตแบบ New Normal ไม่ประมาท การ์ดอย่าตก ต้องสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้ง รักษาระยะห่าง ทานร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ และรักษาความสะอาดอยู่เสมอค่ะ ขอขอบคุณข้อมูลจาก:https://www.025798899.com/news/2037
สวมใส่หน้ากากอนามัยให้ถูกต้อง
สถานการณ์ของเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ หรือ Covid-19 ยังคงแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในประเทศไทยพบผู้ป่วยติดเชื้อมากเป็นอันต้นๆของโลก ทำให้ทุกวันนี้ไม่ว่าไปไที่ไหน ก็จะเห็นคนใส่หน้ากากอนามัยกันทั้งนั้น เพราะเป็นหนึ่งวิธีในการป้องกันตัวเองเบื้องต้น แต่ขณะเดียวก็ยังพบว่ามีคนที่ใส่หน้ากากอนามัยผิดวิธีอยู่ จริงๆ แล้วหน้ากากอนามัยที่เราใส่อยู่ทุกวันนั้น เราใส่ถูกวิธีและช่วยป้องกันเชื้อโรคได้จริงหรือไม่ และควรใส่แบบไหนถึงจะถูกวิธี? ล้างมือให้สะอาดก่อนใส่ หันด้านสีเข้ม หรือมันวาวออกด้านนอก ให้ขอบที่มีลวดอยู่ด้านบนสันจมูก คลี่รอยจีบออกคลุมทั้งจมูกจนถึงปลายคาง 3.คล้องสายกับใบหูหรือผูกให้แน่น กดตรงขดลวด ให้พอดีกับสันจมูกจนมิดชิด ห้ามนำมือไปจับบริเวณด้านนอกหน้ากาก เพราะอาจมีเชื้อโรคติดอยู่ล้างมือให้สะอาดหลังจาก ถอด/ทิ้ง หน้ากาก ควรเปลี่ยนหน้ากากอนามัยทุกวัน และไม่ควรใช้อันเดิมเป็นเวลานานเพราะจะกลายเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค อย่าลืมสังเกตตัวเอง หากท่านใดมีอาการมีไข้สูงมากกว่า 37.5 องศา, ไอ เจ็บคอ, น้ำมูกไหล, หายใจเหนื่อยหอบ หายใจลำบาก คุณอาจเสี่ยงติดเชื้อ Covid-19 ควรรีบมาพบแพทย์ด่วน!!!! ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.sikarin.com/content/detail/434/ป้องกัน-covid-19-สวมใส่หน้ากากอนามัยให้ถูกต้อง
กัญชา-กัญชง ต่างกันอย่างไร กฎหมายอนุญาตใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง
กัญชา เป็นพืชที่เราคุ้นชื่อมานานและรู้จักในนามของพืชต้องห้ามเพราะกฎหมายจัดว่าเป็นยาเสพติด ส่วนกัญชง ก่อนหน้านี้เราไม่คุ้นชื่อกันเท่าไหร่ แต่ช่วงหลัง ๆ ก็เริ่มได้ยินบ่อยจนคุ้นหูมากแล้วเหมือนกัน เนื่องจากรัฐบาลปัจจุบันได้ปลดล็อกให้ใช้ประโยชน์มากมายของพืช 2 ชนิดนี้ เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์และเศรษฐกิจ คำว่า “ปลดล็อก” ไม่ได้หมายความว่า พืช 2 ชนิดนี้ถูกถอดออกจากรายชื่อยาเสพติดแล้ว แต่หมายถึงการอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ได้ภายใต้กรอบกฎหมาย กระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศกระทรวง เรื่อง ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 (ฉบับที่ 2) เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2563 ให้บางส่วนของต้นกัญชาและกัญชงไม่จัดเป็นยาเสพติด ส่วนต่าง ๆ ของกัญชาที่ไม่จัดเป็นยาเสพติด ได้แก่ เปลือก ลำต้น เส้นใย กิ่งก้าน ราก ใบ ซึ่งไม่มียอดหรือช่อดอกติดมาด้วย สารสกัด CBD ที่มี THC ไม่เกินร้อยละ 0.2% และกากที่เหลือจากการสกัดกัญชา ซึ่งต้องมี THC ไม่เกิน 0.2% ส่วนต่าง ๆ ของกัญชงที่ไม่จัดเป็นยาเสพติด ได้แก่ เปลือก ลำต้น เส้นใย กิ่งก้าน ราก ใบ ซึ่งไม่มียอดหรือช่อดอกติดมาด้วย สารสกัด CBD ที่มี THC ไม่เกิน 0.2% เมล็ด น้ำมันหรือสารสกัดจากเมล็ด และกากที่เหลือจากการสกัดกัญชง ซึ่งต้องมี THC ไม่เกิน 0.2% ประชาชน เอกชน สามารถใช้ประโยชน์จากส่วนเหล่านี้ของกัญชาและกัญชงได้ แต่มีข้อกำหนดว่าต้องได้มาจากสถานที่ปลูกหรือผลิตในประเทศ ซึ่งได้รับอนุญาตแล้วเท่านั้น กรณีการนำเข้าสามารถนำเข้าได้ โดยขออนุญาตเป็นยาเสพติด ยกเว้นเปลือกแห้ง แกนลำต้นแห้ง และเส้นใยแห้ง ได้รับการยกเว้นไม่เป็นยาเสพติดตามประกาศนี้ กรณีกัญชงนั้นก้าวหน้าไปก่อนกัญชาแล้ว เพราะกระทรวงสาธารณสุขได้ออกกฎกระทรวง เรื่อง การขออนุญาตและการอนุญาตผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เฉพาะกัญชง (Hemp) พ.ศ. 2563 ให้ขออนุญาตปลูก ผลิต ส่งออก จำหน่าย ครอบครองได้ตั้งแต่วันที่ 29 มกราคม 2564 ส่วนการนำเข้าเมล็ดพันธุ์กัญชงเข้ามาปลูกจะสามารถทำได้ภายใน 5 ปี นับตั้งแต่กฎกระทรวงฉบับนี้บังคับใช้ กัญชา Photo by JUAN MABROMATA / AFP ทราบเรื่องทางกฎหมาย-การอนุญาตให้ใช้ประโยชน์กันแล้ว เรามาทำความรู้จักกัญชากับกัญชงกันต่อซิว่า มีความเหมือนและความต่างกันอย่างไร อย่างที่เราเห็นกันว่า กัญชา กัญชง มีความคล้ายความเหมือนทั้งชื่อและรูปร่างหน้าตา จริง ๆ แล้ว กัญชาและกัญชงเป็นพืชที่มีต้นกำเนิดจากพืชชนิดเดียวกัน คือ Cannabis sativa L. ในวงศ์ Cannabidaceae จึงทำให้ลักษณะภายนอกแตกต่างกันน้อยมาก แต่หลังจากที่มีการนำพืชทั้ง 2 ชนิดนี้ไปใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวาง โดยในอดีตกัญชาถูกใช้เป็นยารักษาโรคและเพื่อการสันทนาการ ขณะที่กัญชงเป็นพืชที่นำเส้นใยมาใช้สำหรับการถักทอ จึงมีการคัดเลือกสายพันธุ์ที่ดีสุด ทำให้กัญชงและกัญชามีความแตกต่างกันเกิดขึ้น กัญชา (Marijuana) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Cannabis sativa L.subsp. indica ต้นสูงไม่มากหากเทียบกับกัญชง โดยมีความสูงไม่เกิน 2 เมตร มีลักษณะเป็นต้นพุ่ม แตกกิ่งก้านสาขาค่อนข้างมาก ลำต้นเป็นปล้องหรือข้อสั้น ใบสีเขียวจัด มี 5-7 แฉก โดยจะเรียงชิดกัน จะออกดอกเมื่ออายุประมาณ 3 เดือน และช่อดอกมียางมาก กัญชง (Hemp) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Cannabis sativa L.subsp. sativa โดยทั่วไปจะมีลำต้นสูงกว่ากัญชา หรือสูงมากกว่า 2 เมตร มีลักษณะลำต้นสูงเรียว แตกกิ่งก้านสาขาน้อย ปล้องหรือข้อยาว ใบสีเขียวอ่อน มีประมาณ 7-11 แฉก โดยใบมีการเรียงสลับค่อนข้างห่างอย่างชัดเจน กัญชงจะออกดอกเมื่ออายุมากกว่า 4 เดือน และช่อดอกมียางไม่มาก การจะแยกแยะพืชสองพี่น้องนี้ด้วยตาเปล่า เราต้องจำลักษณะสำคัญของมันว่า กัญชาต้นเตี้ยและใบอ้วน ส่วนกัญชงต้นสูงและใบเรียว กัญชง Photo by ROMAIN LAFABREGUE / AFP นอกจากลักษณะทางกายภาพที่ค่อนข้างต่างกันแล้ว สารสกัดที่ได้จากพืชทั้ง 2 ชนิดก็มีปริมาณที่ต่างกันด้วย กัญชงและกัญชามีสารที่เรียกว่า THC (Tetrahydroconnabinol) และ CBD (Canabidiol) ซึ่งสารเหล่านี้จะเป็นตัวแบ่งแยกพืชทั้ง 2 ชนิดนี้ออกจากกัน THC เป็นสารที่ทำให้เมาหรือเคลิบเคลิ้ม พบได้มากในกัญชา โดยมีประมาณ 1-20% ส่วนกัญชงมีสารชนิดนี้น้อยกว่า 1% ในทางการแพทย์สาร THC มีประโยชน์ช่วยลดอาการปวด ช่วยเพิ่มความอยากอาหาร รักษาผลข้างเคียงจากการทำเคมีบำบัด แต่การใช้สารชนิดนี้ในการรักษาก็อาจจะทำให้ผู้ป่วยปากแห้ง ตาแห้ง หรือการตอบสนองช้าลงได้ ส่วนสาร CBD ซึ่งเป็นสารที่พบได้ในกัญชงมากกว่ากัญชา คือพบประมาณ 2% แต่ในกัญชามีสารชนิดนี้อยู่น้อยมาก เมื่อเสพสารชนิดนี้เข้าไปจะไม่มีอาการเมาหรือเคลิบเคลิ้มเหมือนกัญชา คุณสมบัติทางการแพทย์ของ CBD มีหลากหลาย ช่วยลดอาการปวด แก้อาการนอนไม่หลับ แก้อาการโรคลมชัก แม้จะใช้ในปริมาณมากก็ไม่มีผลข้างเคียง และสารนี้ยังนิยมนำมาใช้ในเครื่องสำอางและสกินแคร์ต่าง ๆ ด้วย อีกประโยชน์หนึ่งของกัญชง คือ เป็นพืชที่ให้เส้นใยยาว เส้นใยมีความละเอียดใกล้เคียงกับลินิน มีความเหนียวทนทาน และมีความเงางาม ครบถ้วนคุณสมบัติเส้นใยชั้นดี จึงเป็นเส้นใยชนิดหนึ่งที่นิยมใช้ผลิตเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มกันมาเป็นเวลายาวนานแล้ว ในปัจจุบันผ้าที่ทอจากเส้นใยกัญชงมีราคาสูงและเป็นที่ต้องการมาก ด้วยประโยชน์ที่หลากหลาย ใช้งานได้เกือบทุกส่วน จึงไม่น่าแปลกใจที่ทั้งกัญชาและกัญชงกำลังได้รับความสนใจอย่างมาก ไม่ใช่แค่ในระดับรายย่อยเท่านั้น ได้ข่าวว่าบริษัทใหญ่ ๆ ก็กำลังสนใจโอกาสใหม่นี้เช่นกัน ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/d-life/news-618836